การมาถึงของประชาคมอาเซียนในเวลาอันใกล้ มักมีคำถามว่า นี่จะเป็น ‘วิกฤติ’ หรือ ‘โอกาส’ มองว่าเป็นโอกาส แต่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด และต้องแข่งกับตัวเอง พัฒนาอย่างเร่งด่วน ภาคท่องเที่ยวของไทยได้เปรียบอยู่แล้วเพราะเป็นที่ยอมรับ คนไทยมีหัวใจให้บริการ นี่อยู่ใน DNA ของเรา แต่เรามีจุดอ่อนเรื่องภาษา และเรามีความรู้ไม่มากเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเพื่อนอาเซียน ซึ่งอนาคตเขาจะมาเที่ยวกันมากขึ้น
ตลาดใหญ่ที่สุดที่เรามองคืออินโดนีเซีย มีประชากร 200 กว่าล้านคน และเศรษฐกิจเขาเริ่มดี การเมืองเริ่มเข้มแข็ง ชาวอินโดนีเซียออกท่องเที่ยวมากขึ้น ดังนั้นถ้าบุคลากรภาคท่องเที่ยวของไทยรู้เรื่องภาษา รู้เรื่องวัฒนธรรม มีการพัฒนาปรับตัว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแย่งงาน ประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นโอกาส และอย่ามองแค่ในประเทศ ให้มองว่าคนไทยมีโอกาสไปทางานข้างนอกด้วย แม้แต่แรงงานที่ล้างถ้วยล้างจาน ถ้าพัฒนาทักษะด้านภาษา และทักษะในงานอื่นๆ ก็จะมีโอกาสไปสอบเพื่อทางานในประเทศอื่นที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้นได้ แต่ถ้าวันนี้เราอยู่เฉยๆ ไม่ทาอะไร นี่ล่ะจะลาบาก วิกฤติแน่นอน
ทักษะในงานก็ต้องพัฒนาอยู่แล้ว เช่น บริกรเขารู้วิธีเสิร์ฟที่ถูกต้อง ช้อนมีดแบบไหนก็วางถูก แต่จะไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอาเซียน จะยิ้มอย่างเดียว การฝึกภาษาอังกฤษดิฉันอยากบอกว่า ไม่ต้องตกใจ เบื้องต้นขอแค่คุณสื่อสารในงานที่ทาได้เท่านั้น เช่น ดิฉันมีโรงแรม ก็สอนให้พนักงานที่เป็นแม่บ้านสื่อสารให้ได้ในงานที่ทา ถ้าลูกค้าบอก “I want hair dryer.” แม่บ้านต้องรู้ว่า hair dryer คือที่เปูาผม ไปนามาให้ลูกค้าได้ บางคนบอกทาไมคิดง่ายๆ แค่นี้ ก็ต้องบอกว่า ถ้าเราคิดยากจะยิ่งทำไม่ได้
ประเด็นเรื่องภาษาก็มีมุมให้คิดต่อไปว่า ภาษาอังกฤษภาษาเดียวพอหรือไม่? เพราะถ้าทางานในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศอินโดนีเซีย ถ้าพูดภาษาอินโดนีเซียได้ก็จะเป็นโอกาสเช่นกัน
คาที่ว่า ‘วิกฤติจะเกิดแน่ ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ทาอะไร’ มิใช่ใช้ได้กับคนทางานเท่านั้น แต่กับผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ ก็ใช้คานี้ได้เช่นกัน ซึ่งเรามีเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี วันนี้จึงต้องทากันเต็มที่ ในส่วนผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องปรับตัวคือ เรื่องตลาด เรื่องไอที รวมทั้งเรื่องต่างๆ ที่จะทาให้เราขายได้กว้างขึ้น การท่องเที่ยวมีโอกาสกว้างมาก เช่น ถ้าประชาคมอาเซียนทาให้ Single Visa เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวที่จะไปกัมพูชา, สปป.ลาว, ดิฉันว่าเขาก็ต้องมาประเทศไทยก่อน และอนาคตการท่องเที่ยวจะเป็น Life style Tourism คือเราจะมีเพื่อนบ้านอาเซียนเดินทางมาตัดผม มากินข้าว ฯลฯ เพราะการมาเที่ยวเมืองไทยทั้งดีและคุ้มค่า เช่น คนสิงคโปร์อาจขึ้นเครื่องบินโลว์คอสต์มาตัดผมที่เมืองไทย หรืออนาคตถ้าอาเซียนพัฒนารถไฟฟูาให้เชื่อมโยงประเทศต่างๆ นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามากขึ้น
มองภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ ก็ต้องเตรียมตัวรับประชาคมอาเซียนเช่นกัน สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คุณปิยะมานย้าว่า ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งสาคัญ “เราไม่จาเป็นต้องทาให้ทุกคนมาเที่ยวเมืองไทย เพราะไม่เช่นนั้นทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจะเสียหายเร็ว ภาครัฐต้องกาหนดยุทธศาสตร์และวางกฎระเบียบเพื่อสร้างทิศทางที่ชัดเจนว่าเราต้องการนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน จานวนเท่าไหร่ห้องพักควรสร้างได้ไม่เกินเท่าไหร่ อย่างกรุงเทพฯ ถนนสุขุมวิท โรงแรมเต็มไปหมด ถ้าบอกจะเผื่อไว้รับนักท่องเที่ยว เราก็ยังไม่รู้เลยว่าเราต้องการนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ เพราะที่สุดเมื่อคนมาเยอะมากก็มีปัญหาการใช้ทรัพยากรทั้งน้า ขยะ เรื่องเหล่านี้เราต้องตั้งหลักด้วย อย่ามองแค่ให้มีคนมามากๆ โดยอาจแบ่งท่องเที่ยวเป็น Cluster จะได้มี Product ที่แตกต่างกัน เช่น ทะเล ซึ่งเป็นจุดขายหลักของไทย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเมืองไทยก็เพราะทะเล เราก็ต้องแยกทะเลมี 3 ที่ ทะเลอันดามัน ทะเลพัทยา ทะเลแถวหัวหินชะอา ทะเล 3 แห่งนี้ไม่เหมือนกัน คนที่ไปทะเลพัทยาคือคนต้องการความเป็นเมือง มาคึกคัก มีครบหมดทุกอย่าง ส่วนทะเลอันดามันเป็นแนวใสสะอาด เที่ยวตามเกาะแก่ง ขณะที่ทะเลหัวหินชะอา เป็นสไตล์ครอบครัว ต้องการพักผ่อน ไม่ต้องการอะไรที่พัทยามี ต้องดูเรื่องระเบียบ ศึกษาว่าประเทศไทยต้องการอะไร จานวนห้องพักสร้างแค่ไหนพอ ถ้าโรงแรมขายดี รายได้จาก Service Charge ก็ดีขึ้น ส่งผลให้คนทางานมีรายได้ดีขึ้นด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วเราต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมาใช้จ่ายในเมืองไทยเยอะ เหล่านี้คือแนวคิดที่ต้องไปพร้อมๆ กัน
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเหมือนเก้าอี้ที่ต้องมี 4 ขา 1.คือภาครัฐ 2.เอกชนผู้ประกอบการ 3.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ และ 4.ชุมชน