งานวิจัยนี้ได้นำใบข้าวอ่อน และต้นข้าวที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรของข้าวดำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แม่พญาทอง พันธุ์หอมนิล และพันธุ์ไรซ์เบอรี่ มาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำคั้นใบข้าวอ่อน และชาปี่ข้าว เมื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบข้าวอ่อน และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH พบว่า คลอโรฟิลล์มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH โดยใบข้าวอ่อนพันธุ์ไรซ์เบอรี่มีปริมาณคลอโรฟิลล์สูงที่สุด รองลงมาคือพันธุ์หอมนิล และพันธุ์แม่พญาทองดำ ตามลำดับ สอดคล้องกับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH ที่พันธุ์ไรซ์เบอรี่สามารถต้านอนุมูลอิสระ DPPH ได้สูงกว่าพันธุ์หอมนิล และพันธุ์แม่พญาทองดำ ตามลำดับ สำหรับปริมาณแอนโทไซยานินในชาปี่ข้าว พบว่าชาปี่ข้าวพันธุ์แม่พญาทองดำมีปริมาณแอนโทไซยานินสูงที่สุดคือ 142.608 มิลลิกรัม/ลิตร รองลงมาคือพันธุ์หอมนิล และพันธุ์ไรซ์เบอรี่ 29.891, 0.835 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ สอดคล้องกับค่า EC50 ของพันธุ์แม่พญาทองดำและพันธุ์หอมนิล คือ 14.80 และ 221.34 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ ซึ่งพันธุ์แม่พญาทองดำมีค่า EC50 สูงกว่าของสารละลายมาตรฐานโทรล็อกซ์ เมื่อนำน้ำคั้นใบข้าวอ่อนและชาปี่ข้าวที่ผลิตได้ไปทดสอบความพึงพอใจทางด้านประสาทสัมผัสด้วยวิธี 5 point hedonic scale โดยใช้ผู้ชิมจำนวน 60 คน พบว่าพันธุ์แม่พญาทองดำได้รับการยอมรับสูงที่สุด คะแนนการยอมรับกลิ่น รสชาติและความชอบรวมไม่แตกต่างกัน แต่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.05) ในด้านสี ส่วนชาปี่ข้าวมีการยอมรับในด้านสี กลิ่น และรสชาติ แตกต่างกัน โดยพันธุ์แม่พญาทองดำได้รับการยอมรับในด้านสีและกลิ่นสูงที่สุด และพันธุ์หอมนิลได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและความชอบโดยรวมสูงที่สุด คะแนนการยอมรับในน้ำคั้นใบข้าวอ่อนและชาปี่ข้าวอยู่ในช่วงปานกลางถึงชอบ ดังนั้นใบข้าวอ่อน และชาปี่ข้าวจากข้าวดำที่มีการเพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรี สามารถนำมาแปรรูปจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้