ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปั การแปล - ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปั ไทย วิธีการพูด

ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้

ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันจนถึงปี 2035 เนื่องจาก มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในจีน อินเดีย และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การเจริญเติบโตของความ ต้องการพลังงานได้สูงมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียใต้ แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีความต้องการพลังงานมากที่สุดใน ทศวรรษปัจจุบัน แต่อินเดียจะกลับขึ้นมาแซงในช่วงทศวรรษที่ 2020 และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะ กลายเป็นภูมิภาคสำคัญอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าศูนย์กลางความ ต้องการพลังงานของโลกนั้นจะอยู่ที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเหมือนกับที่เป็นมาตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา แต่ในปี 2035 จะลดลงเหลือร้อยละ 76 เนื่องจากสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น จีนจะ กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในปี 2030 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็น ประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของตนเองด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ ภายในปี 2035 นอกจากนี้ การบริโภคน้ำมันของกลุ่มประเทศ OECD จะลดลง สำหรับการบริโภคน้ำมันในโลกนั้น จะมุ่งไปที่ภาค ขนส่งและปิโตรเคมี ซึ่งในปี 2035 ภาคขนส่งมีความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 25 คิดเป็นประมาณ 29 mb/เดือน และ 1 ใน 3 ของน้ำมันนี้ถูกนำไปใช้ในการขนส่งในทวีปเอเชีย การบริโภคน้ำมันดีเซลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็ว โดยคิดเป็น 5.5 mb /เดือน ถ่านหินยังคงเป็นตัวเลือกราคาถูกในการผลิตไฟฟ้าในหลายภูมิภาค แต่การแทรกแซงทางนโยบายเพื่อพัฒนา คุณภาพ กาจัดมลพิษทางอากาศ และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการ ขยายตัวของการใช้ถ่านหินในระยะยาว ความต้องการถ่านหินคาดว่าจะสูงขึ้นร้อยละ 17 ในปี 2035 โดย 2 ใน 3 ของการเจริญเติบโตจะอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 2020 การใช้ถ่านหินในกลุ่มประเทศ OECD จะมีแนวโน้มลดลง ซึ่ง ตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ OECD ที่มีความต้องการใช้ถ่านหินขยายตัวเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 โดยเฉพาะ อินเดีย จีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจริญเติบโตของการผลิตถ่านหินในอินเดีย อินโดนีเซีย และจีนจะคิดเป็น ร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด ในขณะที่ออสเตรเลียจะกลายเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีการ ขยายตัวในการส่งออกถ่านหิน ทวีปอเมริกาเหนือจะกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่ (Unconventional Oil and Gas) นั้นจะมีนัยยะและผลกระทบที่สำคัญมากกว่าใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปริมาณก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่ และ LNG ที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยกระจายการ ไหลเวียนของการค้า (Trade Flows) สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิม และผลักดันให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้ามาเป็นการค้าระยะไกลจากฝั่งแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีการ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ เช่น light tight oil, ultra-deepwater fields รวมทั้งความสามารถในการลดการสูญเสียน้ำมันจากแหล่งผลิตที่มีอยู่ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่ม สูงขึ้น การผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกา (Light tight oil) และบราซิล (Deepwater) มีการผลิตเพิ่มมากขึ้นจนถึงกลาง ทศวรรษที่ 2020 ซึ่งโครงการผลิตน้ำมัน Deepwater ในบราซิลนี้ได้ส่งผลให้บราซิลกลายเป็นประเทศลำดับต้นๆ ของโลกในการผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ดี การผลิตในตะวันออกกลางก็ยังคงมีความสำคัญต่อภาพอนาคตของน้ำมันใน ระยะยาว ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 ใน 3 ระหว่างปี 2011 -2035 โดยประเทศที่ไม่ใช่ OECD จะมี ความต้องการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนที่สูง คือ จีน ร้อยละ 36 อินเดีย ร้อยละ 13 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้อยละ 8 และภูมิภาคตะวันออกกลาง ร้อยละ 6 นอกจากนี้ จีนและอินเดียมีอัตราปริมาณการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าใหม่ในโลก โดยอีกร้อยละ 60 นั้นมาจากการพัฒนาในประเทศ OECD ซึ่งเป็นผลมา จากการทดแทนโรงงานไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุการใช้งาน การผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพากับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก แม้ว่า สัดส่วนการผลิตจะลดลงจากร้อยละ 68 ในปี 2011 เหลือร้อยละ 57 ในปี 2035 โดยยังมีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ สำคัญ พลังงานทดแทนจากหลายๆ แหล่ง ก็มีส่วนมากกว่าครึ่งในการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าของโลกในปี 2035 โดย พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็นร้อยละ45 ของการขยายตัวของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด สำหรับ พลังงานนิวเคลียร์นั้น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานงานนิวเคลียร์จะชะลอตัวลงเนื่องจากการพิจารณาเรื่อง กฎระเบียบด้านความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ดี การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ใน 3 จากจีน เกาหลี อินเดีย และรัสเซีย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้ ศักยภาพในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพประมาณ 2 ใน 3 นั้นยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางในการ ท าลายอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการลงทุนด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดมาจาก การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในปี 2012 คาดว่าทั่วโลกมีการใช้เงินอุดหนุนประมาณ 544 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ภาคพลังงานในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกคิด เป็น 2 ใน 3ของโลก ได้กลายเป็นภาคสำคัญที่มีส่วนตัดสินว่าเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศโลกจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แม้ว่าจะมีการน าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการนำนโยบาย มาตรการที่ได้ประกาศโดยรัฐบาลต่างๆ ในเรื่องการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนการใช้ พลังงานทดแทน การลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล มาใช้ในการประมาณการ แต่การปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มสูงขึ
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันจนถึงปี 2035 เนื่องจากมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในจีนอินเดียและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งนี้การเจริญเติบโตของความต้องการพลังงานได้สูงมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียใต้แมดังนั้นจะเห็นได้ว่าศูกลายเป็นภูมิภาคสำคัญอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะ้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีความต้องการพลังงานมากที่สุดในทศวรรษปัจจุบันแต่อินเดียจะกลับขึ้นมาแซงในช่วงทศวรรษที่ 2020นย์กลางความต้องการพลังงานของโลกนั้นจะอยู่ที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (เศรษฐกิจ) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเหมือนกับที่เป็นมาตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาแต่ในปี 2035 จะลดลงเหลือร้อยละ 76 เนื่องจากสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้นจีนจะกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในปี 2030 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของตนเองด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศภายในปี 2035 นอกจากนี้การบริโภคน้ำมันของกลุ่มประเทศ OECD จะลดลงสำหรับการบริโภคน้ำมันในโลกนั้นจะมุ่งไปที่ภาคขนส่งและปิโตรเคมีซึ่งในปี 2035 ภาคขนส่งมีความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 25 คิดเป็นประมาณ 29 mb/เดือน และ 1 ใน 3 ของน้ำมันนี้ถูกนำไปใช้ในการขนส่งในทวีปเอเชียการบริโภคน้ำมันดีเซลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยคิดเป็น 5.5 mb /เดือนถ่านหินยังคงเป็นตัวเลือกราคาถูกในการผลิตไฟฟ้าในหลายภูมิภาคแต่การแทรกแซงทางนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพกาจัดมลพิษทางอากาศและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการขยายตัวของการใช้ถ่านหินในระยะยาวความต้องการถ่านหินคาดว่าจะสูงขึ้นร้อยละ 17 ในปี 2035 โดย 2 ใน 3 ของการเจริญเติบโตจะอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 2020 การใช้ถ่านหินในกลุ่มประเทศ OECD จะมีแนวโน้มลดลงซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ OECD ที่มีความต้องการใช้ถ่านหินขยายตัวเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 โดยเฉพาะอินเดียจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้การเจริญเติบโตของการผลิตถ่านหินในอินเดียอินโดนีเซียและจีนจะคิดเป็นร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมดในขณะที่ออสเตรเลียจะกลายเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีการขยายตัวในการส่งออกถ่านหินทวีปอเมริกาเหนือจะกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่ (ไม่เป็นน้ำมันและก๊าซ) นั้นจะมีนัยยะและผลกระทบที่สำคัญมากกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยปริมาณก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่และ LNG ที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยกระจายการไหลเวียนของการค้า (การค้ากระแส) สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิมและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้ามาเป็นการค้าระยะไกลจากฝั่งแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ เช่นแสงแน่นน้ำมัน เขตพิเศษซิรวมทั้งความสามารถในการลดการสูญเสียน้ำมันจากแหล่งผลิตที่มีอยู่ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นการผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกา (แสงแน่นน้ำมัน) และบราซิล (Deepwater) มีการผลิตเพิ่มมากขึ้นจนถึงกลางทศวรรษที่ 2020 ซึ่งโครงการผลิตน้ำมันซิในบราซิลนี้ได้ส่งผลให้บราซิลกลายเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในการผลิตน้ำมันอย่างไรก็ดีการผลิตในตะวันออกกลางก็ยังคงมีความสำคัญต่อภาพอนาคตของน้ำมันในระยะยาวความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 ใน 3 ระหว่างปี 2011-2035 โดยประเทศที่ไม่ใช่ OECD จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนที่สูงคือจีนร้อยละ 36 อินเดียร้อยละ 13 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อยละ 8 และภูมิภาคตะวันออกกลางร้อยละ 6 นอกจากนี้จีนและอินเดียมีอัตราปริมาณการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าใหม่ในโลกโดยอีกร้อยละ 60 นั้นมาจากการพัฒนาในประเทศ OECD ซึ่งเป็นผลมาจากการทดแทนโรงงานไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุการใช้งานการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพากับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักแม้ว่าสัดส่วนการผลิตจะลดลงจากร้อยละ 68 ในปี 2011 เหลือร้อยละ 57 ในปี 2035 โดยยังมีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญพลังงานทดแทนจากหลาย ๆ แหล่งก็มีส่วนมากกว่าครึ่งในการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าของโลกในปี 2035 โดยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็นร้อยละ45 ของการขยายตัวของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดสำหรับพลังงานนิวเคลียร์นั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานงานนิวเคลียร์จะชะลอตัวลงเนื่องจากการพิจารณาเรื่องกฎระเบียบด้านความปลอดภัยแต่อย่างไรก็ดีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ใน 3 จากจีนเกาหลีอินเดียและรัสเซียการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยังคงมีความสำคัญทั้งนี้ศักยภาพในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพประมาณ 2 ใน 3 นั้นยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางในการทาลายอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขัดขวางการลงทุนด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งในปี 2012 คาดว่าทั่วโลกมีการใช้เงินอุดหนุนประมาณ 544 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกภาคพลังงานในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกคิดความ 2 ใน 3ของโลก ได้กลายเป็นภาคสำคัญที่มีส่วนตัดสินว่าเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกจะประสบความสำเร็จหรือไม่แม้ว่าจะมีการนาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการนำนโยบายมาตรการที่ได้ประกาศโดยรัฐบาลต่าง ๆ ในเรื่องการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนการลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้ในการประมาณการแต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มสูงขึ
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้น มากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันจนถึงปี 2035 เนื่องจากมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในจีนอินเดียและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งนี้การเจริญเติบโตของความต้องการพลังงานได้สูงมากขึ้นในภูมิภาค เอเชียใต้แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่ มีความต้องการพลังงานมากที่สุดในทศวรรษปัจจุบัน แต่อินเดียจะกลับขึ้นมาแซงในช่วงทศวรรษที่ 2020 และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะ กลายเป็นภูมิภาคสำคัญอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความต้องการพลังงานเพิ่ม สูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ ว่าศูนย์กลางความต้องการพลังงานของโลกนั้นจะอยู่ที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบันยัง คงอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเหมือนกับที่เป็นมาตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2035 จะลดลงเหลือร้อยละ 76 เนื่องจากสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่ม มากขึ้นจีนจะกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในปี 2030 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะกลาย เป็นประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการ พลังงานของตนเองด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศภายในปี 2035 นอกจากนี้การบริโภคน้ำมันของกลุ่มประเทศ OECD จะลดลงสำหรับการบริโภคน้ำมันใน โลกนั้นจะมุ่งไปที่ภาคขนส่งและปิโตรเคมีซึ่งใน ปี 2035 ภาคขนส่งมีความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่ม สูงขึ้นร้อยละ 25 คิดเป็นประมาณ 29 MB / เดือนและ 1 ใน 3 ของน้ำมันนี้ถูกนำไปใช้ใน การขนส่งในทวีปเอเชียการบริโภคน้ำมันดีเซลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยคิด เป็น 5.5 MB / เดือนถ่านหินยังคงเป็นตัวเลือกราคา ถูกในการผลิตไฟฟ้าในหลายภูมิภาค แต่การแทรกแซงทางนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพกาจัดมลพิษทางอากาศและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการ ขยายตัวของการใช้ถ่านหินในระยะ ยาวความต้องการถ่านหินคาดว่าจะสูงขึ้นร้อยละ 17 ในปี 2035 โดย 2 ใน 3 ของการเจริญเติบโตจะอยู่ในช่วง ทศวรรษที่ 2020 การใช้ถ่านหินในกลุ่มประเทศ OECD จะมีแนวโน้มลดลง ซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่กลุ่มประเทศ OECD ที่มีความต้องการใช้ถ่านหินขยายตัว เพิ่มขึ้น 1 ใน 3 โดยเฉพาะอินเดียจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้การเจริญเติบโตของการผลิตถ่านหินในอินเดียอินโดนีเซียและจีนจะคิดเป็นร้อยละ 90 ของ การผลิตทั้งหมดในขณะที่ออสเตรเลียจะ กลายเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีการขยายตัวในการส่ง ออกถ่านหินทวีปอเมริกาเหนือจะกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใน รูปแบบใหม่ (น้ำมันแหกคอกและก๊าซธรรมชาติ) นั้นจะมีนัยยะและผลกระทบ ที่สำคัญมากกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยปริมาณก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่และ ก๊าซหุงต้มที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยกระจายการ ไหลเวียนของการค้า (กระแสการค้า) สร้างแรงกดดันให้แก่คุณผู้ผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิมและผลักดันให้เกิดหัวเรื่อง: การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้ามาเป็นการค้าระยะไกลจากเนชั่ฝั่งแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีหัวเรื่อง: การขยายคุณตัวเพิ่มมากขึ้นมาเรื่อย ๆ

ความสามารถด้านทางเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ เช่น น้ำมันแน่นแสงเขตอัลตร้าน้ำลึกรวมทั้งความสามารถในการลดการ สูญเสียน้ำมันจากแหล่งผลิตที่มีอยู่ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นการผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกา (น้ำมันไฟแน่น) และบราซิล (Deepwater) มีการผลิตเพิ่มมากขึ้นจนถึงกลาง ทศวรรษที่ 2020 ซึ่งโครงการผลิตน้ำมัน Deepwater ในบราซิลนี้ได้ส่งผลให้บราซิล กลายเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในการผลิตน้ำมันอย่างไรก็ดีการผลิตใน ตะวันออกกลางก็ยังคงมีความสำคัญต่อ ภาพอนาคตของน้ำมันในระยะยาวความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 ใน 3 ระหว่างปี 2011 -2035 โดยประเทศที่ไม่ใช่กลุ่มประเทศ OECD จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าคิดเป็น สัดส่วนที่สูงคือจีนร้อย ละ 36 อินเดียร้อยละ 13 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อยละ 8 และภูมิภาคตะวันออกกลางร้อยละ 6 นอกจากนี้จีนและอินเดียมีอัตราปริมาณ การผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าใหม่ในโลก โดยอีกร้อยละ 60 นั้น มาจากการพัฒนาในประเทศโออีซีดีซึ่งเป็นผลมาจากการทดแทนโรงงาน ไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุการใช้งานการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพากับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักแม้ว่าสัดส่วนการผลิตจะลดลงจากร้อยละ 68 ในปี 2011 เหลือร้อยละ 57 ในปี 2035 โดยยังมีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ พลังงานทดแทนจากหลาย ๆ แหล่งก็มีส่วนมากกว่าครึ่งในการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าของโลกในปี 2035 โดยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น ร้อยละ 45 ของการขยายตัวของ การใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดสำหรับพลังงานนิวเคลียร์ นั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานงานนิวเคลียร์จะชะลอตัวลงเนื่องจากการพิจารณาเรื่องกฎระเบียบด้านความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ดีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ใน 3 จากจีนเกาหลีอินเดีย และรัสเซียการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงมีความสำคัญทั้งนี้ศักยภาพในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพประมาณ 2 ใน 3 นั้นยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ อย่างเต็มที่ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางในการทาลาย อุปสรรคต่างๆที่ขัดขวางการลงทุนด้านการ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งในปี 2012 คาดว่าทั่วโลกมีการใช้เงิน อุดหนุนประมาณ 544 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเรื่องการเปลี่ยนแปลง สภาพ ภูมิอากาศโลกภาคพลังงานในฐานะที่ เป็นแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2 ใน 3 ของโลกได้กลายเป็นภาคสำคัญที่ มีส่วนตัดสินว่าเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกจะประสบความสำเร็จหรือไม่แม้ว่า จะมีการนาผลกระทบที่ คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการนำนโยบายมาตรการที่ได้ประกาศโดยรัฐบาลต่างๆในเรื่องการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนการลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้ในการประมาณการ แต่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มสูง ขึ
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2025 I Love Translation. All reserved.

E-mail: