ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันจนถึงปี 2035 เนื่องจาก มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในจีน อินเดีย และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การเจริญเติบโตของความ ต้องการพลังงานได้สูงมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียใต้ แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีความต้องการพลังงานมากที่สุดใน ทศวรรษปัจจุบัน แต่อินเดียจะกลับขึ้นมาแซงในช่วงทศวรรษที่ 2020 และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะ กลายเป็นภูมิภาคสำคัญอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าศูนย์กลางความ ต้องการพลังงานของโลกนั้นจะอยู่ที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเหมือนกับที่เป็นมาตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา แต่ในปี 2035 จะลดลงเหลือร้อยละ 76 เนื่องจากสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น จีนจะ กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในปี 2030 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็น ประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของตนเองด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ ภายในปี 2035 นอกจากนี้ การบริโภคน้ำมันของกลุ่มประเทศ OECD จะลดลง สำหรับการบริโภคน้ำมันในโลกนั้น จะมุ่งไปที่ภาค ขนส่งและปิโตรเคมี ซึ่งในปี 2035 ภาคขนส่งมีความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 25 คิดเป็นประมาณ 29 mb/เดือน และ 1 ใน 3 ของน้ำมันนี้ถูกนำไปใช้ในการขนส่งในทวีปเอเชีย การบริโภคน้ำมันดีเซลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็ว โดยคิดเป็น 5.5 mb /เดือน ถ่านหินยังคงเป็นตัวเลือกราคาถูกในการผลิตไฟฟ้าในหลายภูมิภาค แต่การแทรกแซงทางนโยบายเพื่อพัฒนา คุณภาพ กาจัดมลพิษทางอากาศ และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการ ขยายตัวของการใช้ถ่านหินในระยะยาว ความต้องการถ่านหินคาดว่าจะสูงขึ้นร้อยละ 17 ในปี 2035 โดย 2 ใน 3 ของการเจริญเติบโตจะอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 2020 การใช้ถ่านหินในกลุ่มประเทศ OECD จะมีแนวโน้มลดลง ซึ่ง ตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ OECD ที่มีความต้องการใช้ถ่านหินขยายตัวเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 โดยเฉพาะ อินเดีย จีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจริญเติบโตของการผลิตถ่านหินในอินเดีย อินโดนีเซีย และจีนจะคิดเป็น ร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด ในขณะที่ออสเตรเลียจะกลายเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีการ ขยายตัวในการส่งออกถ่านหิน ทวีปอเมริกาเหนือจะกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่ (Unconventional Oil and Gas) นั้นจะมีนัยยะและผลกระทบที่สำคัญมากกว่าใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปริมาณก๊าซธรรมชาติในรูปแบบใหม่ และ LNG ที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยกระจายการ ไหลเวียนของการค้า (Trade Flows) สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิม และผลักดันให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้ามาเป็นการค้าระยะไกลจากฝั่งแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีการ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ เช่น light tight oil, ultra-deepwater fields รวมทั้งความสามารถในการลดการสูญเสียน้ำมันจากแหล่งผลิตที่มีอยู่ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่ม สูงขึ้น การผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกา (Light tight oil) และบราซิล (Deepwater) มีการผลิตเพิ่มมากขึ้นจนถึงกลาง ทศวรรษที่ 2020 ซึ่งโครงการผลิตน้ำมัน Deepwater ในบราซิลนี้ได้ส่งผลให้บราซิลกลายเป็นประเทศลำดับต้นๆ ของโลกในการผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ดี การผลิตในตะวันออกกลางก็ยังคงมีความสำคัญต่อภาพอนาคตของน้ำมันใน ระยะยาว ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 ใน 3 ระหว่างปี 2011 -2035 โดยประเทศที่ไม่ใช่ OECD จะมี ความต้องการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนที่สูง คือ จีน ร้อยละ 36 อินเดีย ร้อยละ 13 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้อยละ 8 และภูมิภาคตะวันออกกลาง ร้อยละ 6 นอกจากนี้ จีนและอินเดียมีอัตราปริมาณการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าใหม่ในโลก โดยอีกร้อยละ 60 นั้นมาจากการพัฒนาในประเทศ OECD ซึ่งเป็นผลมา จากการทดแทนโรงงานไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุการใช้งาน การผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพากับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก แม้ว่า สัดส่วนการผลิตจะลดลงจากร้อยละ 68 ในปี 2011 เหลือร้อยละ 57 ในปี 2035 โดยยังมีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ สำคัญ พลังงานทดแทนจากหลายๆ แหล่ง ก็มีส่วนมากกว่าครึ่งในการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าของโลกในปี 2035 โดย พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็นร้อยละ45 ของการขยายตัวของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด สำหรับ พลังงานนิวเคลียร์นั้น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานงานนิวเคลียร์จะชะลอตัวลงเนื่องจากการพิจารณาเรื่อง กฎระเบียบด้านความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ดี การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ใน 3 จากจีน เกาหลี อินเดีย และรัสเซีย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้ ศักยภาพในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพประมาณ 2 ใน 3 นั้นยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางในการ ท าลายอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการลงทุนด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดมาจาก การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในปี 2012 คาดว่าทั่วโลกมีการใช้เงินอุดหนุนประมาณ 544 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ภาคพลังงานในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกคิด เป็น 2 ใน 3ของโลก ได้กลายเป็นภาคสำคัญที่มีส่วนตัดสินว่าเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศโลกจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แม้ว่าจะมีการน าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการนำนโยบาย มาตรการที่ได้ประกาศโดยรัฐบาลต่างๆ ในเรื่องการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนการใช้ พลังงานทดแทน การลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล มาใช้ในการประมาณการ แต่การปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มสูงขึ