วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษาผลของอัตราการถ่ายเทความร้อนของคุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมเอียงที่ส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 0 60 และ 90o โดยปรับมุมเอียงส่วนกันความร้อนคงที่มุมเอียง 70o เปรียบเทียบกับท่อเทอร์โมไซฟอนแบบธรรมดา ซึ่งใช้ R-134a เอทานอล และน้ำกลั่น เป็นสารทำงาน อัตราการเติม 50 % ของส่วนทำระเหย ท่อเทอร์โมไซฟอนทำจากท่อทองแดงขนาด 15.87 และ 19.05 mm. ความยาวส่วนทำระเหย 100 150 และ 200 mm. อุณหภูมิน้ำเย็นส่วนควบแน่น 20 oC อุณหภูมิน้ำร้อนส่วนทำระเหย 60 70 และ 80 oC อัตราการไหลของน้ำร้อนและน้ำเย็นคงที่ 0.00667 kg/s ทดสอบที่มุมทำงาน 0 20 40 60 70 80 90 110 130 150 170 และ 180o เริ่มจากท่อเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 0o มุมทำงาน 70-180o สามารถส่งถ่ายความร้อนต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ได้ดีที่สุดต่อมาเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 60o มุมทำงาน 20-180o จะให้ค่าอัตราการถ่ายเทความร้อนสูงสุดถัดมาท่อเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 90o มุมทำงาน 0-150o จะให้ค่าอัตราการถ่ายเทความร้อนสูงสุด จากผลการทดลองพบว่า ท่อเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมเอียงที่ส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 0 60 และ 90o ที่อุณหภูมิน้ำส่วนทำระเหย 80 oC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของท่อ 15.87 mm.ให้อัตราการถ่ายเทความร้อนสูงสุด สารทำงานที่ดีที่สุด R-134a ความยาวส่วนทำระเหย 100 mm. มีผลต่อการถ่ายเทความร้อน ความยาวท่อมากอัตราการถ่ายเทความร้อนยิ่งลดน้อยลงตามไป เมื่อนำท่อเทอร์โมไซฟอนทั้ง 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่งท่อเทอร์โมไซฟอนที่มีการปรับเปลี่ยนมุมเอียงที่ส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 0 60 และ 90o และแบบที่สองท่อเทอร์โมไซฟอนแบบธรรมดา มาเปรียบเทียบกัน ท่อเทอร์โมไซฟอนกรณีปรับมุมเอียงที่ส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่น 90o จะให้อัตราการถ่ายเทความร้อนสูงกว่าท่อเทอร์โมไซฟอนแบบธรรมดา บางช่วงมุมการทำงาน 70-80o และ 110-150o เนื่องจากท่อมีการปรับเปลี่ยนมุมเอียงที่ส่วนทำระเหยและส่วนควบแน่นทำให้มีผลต่อลักษณะการถ่ายเทความร้อนที่มุมทำงาน 70o มีค่าความร้อนมากที่สุดเท่ากับ 37.21 kW/m² และความต้านทานความร้อนต่ำสุด 0.065 oC/ W