การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ส่งผลต่อโรคโนโมโฟเบีย วิธีการที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้การสำรวจเชิงปริมาณที่มีขนาดตัวอย่าง 400 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ F ในการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
ผลการศึกษาของงานวิจัยพบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ รายได้ และอาชีพที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อโรคโนโมโฟเบียแตกต่างกัน พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโนโมโฟเบีย ได้แก่ 1) พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา 2) การจดจ่อกับการใช้โทรศัพท์มือถือ 3) ไม่เคยปิดการใช้งานโทรศัพท์มือถือเลย พฤติกรรมดังกล่าวทั้ง 3 ข้อ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ซึ่งจะเป็นอาการทางสายตา และการออกกำลังกายจะช่วยลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโนโมโฟเบียได้
ข้อเสนอแนะ ควรมีการให้แนะนำเกี่ยวกับภัยที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ และเน้นด้านปัญหาสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น