ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย... การแปล - ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย... ไทย วิธีการพูด

ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรัง

ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย...ได้ชื่อว่าเป็น วัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างเมื่อ พ.ศ.๓๕๐ โดยพระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิ โบสถ์ วิหาร ฯลฯ เพื่ออาศัยอยู่อย่างสันโดษ เนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกลผู้คน ทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของ ศาสนาพุทธในอินเดีย ได้ปรากฏขึ้นในหมู่ถ้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์ แห่งนี้

ต่อมาเรื่องราวของ ถ้ำอชันตา ได้หายเงียบไป กลายเป็นถ้ำร้างที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้ปิดปากถ้ำ...จนถึง พ.ศ.๒๓๖๒ จอห์น สมิธ นายทหารชาวอังกฤษได้เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ จนมาถึงบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งบริเวณหมู่บ้านอชันตา และได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ

ถ้ำเหล่านี้ถูกเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นวัด มีวิหารขนาดใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นองค์เจดีย์ เป็นพระพุทธรูป และภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำ เล่าเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดก และที่น่าแปลกใจ คือ ถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงกว่า ๑,๕๐๐ ปี โดยไม่ถูกรุกล้ำจากผู้คนทั้งหลาย นับตั้งแต่จากวันที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้างตลอดมา

การค้นพบ หมู่ถ้ำอชันตา ในครั้งนั้นทำให้โลกต้องตื่นตะลึงกับความมหัศจรรย์ของศิลปะภายในวัดถ้ำ ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น หรือรู้เรื่องมาก่อน ขณะเดียวกันก็ทำให้นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของ ศาสนาพุทธ ในอินเดียได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำ ที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่นๆ เพราะทุกอย่างที่นี่ สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก นับเป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สุดในโลกก็ว่าได้

ถ้ำเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ เป็นวัด เป็นวิหาร โดยใช้วิธีเจาะภูเขาทั้งลูกเข้าไป บางถ้ำมีถึง ๓ ชั้น มีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอด

ถ้ำที่ก่อสร้างในยุคแรกๆ เป็น วัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาท พระสงฆ์ในยุคนั้นได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างเรียบง่าย โดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถง เปิดโล่ง ใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรม ส่วนผนังทั้งสามด้านก็สกัดหิน เจาะเข้าไปเป็นห้องนอน ภายในมีเตียงหิน ห้องละ ๒ หลัง

วัดของพุทธฝ่ายเถรวาท หลายถ้ำสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องบูชา ด้วยฝีมือการแกะสลักของช่างในยุคนั้น โดยได้สกัดหินจากด้านนอกเข้าไป และสกัดจากเพดานถ้ำลงมา จนได้ห้องโถงขนาดใหญ่ มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านข้าง มีเจดีย์อยู่ในสุดของห้อง

มีการสร้าง พระสถูปเจดีย์ ไว้เพื่อสักการบูชาแทนองค์พระพุทธเจ้า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นเดียวกับการสร้าง พระสถูปเจดีย์ ที่สืบทอดมาจากชาวพุทธทางอินเดียตอนเหนือ...ด้วยเหตุนี้ ถ้ำอชันตา ในยุคแรกจึงยังไม่มีการแกะสลักเป็นองค์ พระพุทธรูป ให้พบเห็นมาก่อนหน้านี้

ถ้ำหมายเลข ๑๐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่ถ้ำอชันตา สร้างเป็น หอสวดมนต์บูชาพระเจดีย์ เมื่อครั้งที่ "จอห์น สมิธ" ได้เข้าไปพบเห็นเป็นครั้งแรก ตอนที่เข้าไปในในถ้ำนั้น ดินโคลนได้ทับถมสูงขึ้นไปจากพื้นถ้ำกว่าครึ่ง

"จอห์น สมิธ" ได้จารึกชื่อไว้บนเสาหิน พร้อมลงวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๓๖๒ ซึ่งเป็นวันที่ ถ้ำอชันตา ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก

นอกจากนี้ยังมีรอยจารึกสำคัญที่พบในถ้ำเดียวกันนี้ ได้ระบุชื่อของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์สาตวาหนะ ทำให้นักประวัติศาสตร์ได้รู้ว่าวัดถ้ำที่อชันตาได้รับการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่การสร้างวัดถ้ำในยุคแรกๆ

ลักษณะของหมู่วัดถ้ำอชันตา นั้นพบว่ามีถ้ำมากกว่า ๓๐ ถ้ำ เรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตร บนเชิงเขาสูง ลักษณะเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว
บริเวณหน้าถ้ำแต่ละแห่งสร้างเป็นบันไดทอดยาวลงไปยังแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลดเลี้ยวไปตามหุบเขาเบื้องล่าง แม่น้ำสายนี้คือ "แม่น้ำวโฆระ" ซึ่งจะมีระดับน้ำขึ้นสูงในช่วงฤดูฝน

ถ้ำพุทธฝ่ายเถรวาท ที่ "อชันตา" เจริญรุ่งเรืองอยู่ต่อมาอีกราว ๒๐๐ ปี จนถึง พ.ศ.๕๕๐ ก็หยุดชะงัก ไม่ปรากฏร่องรอยการสร้างวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาทที่นี่อีกต่อไป นานถึง ๔๐๐ ปี จึงกลับมาสร้างต่ออีกครั้งในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐

แม้จะยังไม่มีคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพุทธสถานที่ถ้ำอชันตาในช่วง ๔๐๐ ปี ที่เว้นว่างไป แต่ในช่วงเวลานั้นเองก็ได้เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญที่พลิกโฉมศาสนาพุทธในอินเดียไปอย่างสิ้นเชิง

สิ่งแรก คือ การเกิดขึ้นของ พระพุทธรูป สิ่งที่สองคือ ศาสนาพุทธ สายมหายาน ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

การสร้าง วัดถ้ำ ที่ "อชันตา" ระยะที่ ๒ เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากศาสนาพุทธในอินเดียได้เข้าสู่ยุคของมหายานไปแล้วถึง ๔๐๐ ปี

ในบรรดาวัดถ้ำทั้งหมดพบว่ามีวัดถ้ำในแบบพุทธมหายานถึง ๒๔ ถ้ำ ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นใน สมัยคุปตะ ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย พระภิกษุฝ่ายมหายานได้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และปรับเปลี่ยนถ้ำให้เหมาะสมกับพิธีกรรมที่ทำขึ้น

จากวิหารแบบเรียบง่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธฝ่ายเถรวาท ถูกเปลี่ยนไปเป็นห้องโถงใหญ่โตโอ่อ่า สลักหินเป็นเสาสูงมากมาย ที่หัวเสาแกะสลักเป็นลวดลายงดงามทั่วทั้งคูหาถ้ำ ผนังด้านในทั้งสองด้านแกะสลักเป็น พระพุทธรูป และ พระโพธิสัตว์ ขนาดใหญ่ ที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างประติมากรรมชั้นสูงในการแกะสลักหินออกมาได้อย่างอ่อนช้อยและสวยงาม

สำหรับถ้ำหมายเลข ๑ เป็น ถ้ำพุทธมหายาน ที่ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลกว่า มีภาพเขียนสีที่งดงามมากที่สุด แม้เวลาจะผ่านมานานถึงกว่า ๑,๕๐๐ ปี ภาพก็ยังคงสีสันและลายเส้นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากอย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้ำอชันตา อยู่ห่างจาก เมืองออรังกาบาด ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐๔ กม. อยู่ในรัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ถ้ำอชันตา (ถ้ำอาจันตา) เมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย...ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลกสร้างเมื่อพ.ศ.๓๕๐โดยพระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่งจึงได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิโบสถ์วิหารฯลฯ เพื่ออาศัยอยู่อย่างสันโดษเนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกลผู้คนทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของศาสนาพุทธในอินเดียได้ปรากฏขึ้นในหมู่ถ้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกันเมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์แห่งนี้ ต่อมาเรื่องราวของถ้ำอชันตาได้หายเงียบไปกลายเป็นถ้ำร้างที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้ปิดปากถ้ำ...จนถึงพ.ศ.๒๓๖๒จอห์นสมิธนายทหารชาวอังกฤษได้เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์จนมาถึงบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งบริเวณหมู่บ้านอชันตาและได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ ถ้ำเหล่านี้ถูกเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นวัดมีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหินเป็นองค์เจดีย์เป็นพระพุทธรูปและภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในพุทธประวัติและชาดกและที่น่าแปลกใจคือถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงกว่า ๑ ๕๐๐ ปีโดยไม่ถูกรุกล้ำจากผู้คนทั้งหลายนับตั้งแต่จากวันที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้างตลอดมา การค้นพบหมู่ถ้ำอชันตาในครั้งนั้นทำให้โลกต้องตื่นตะลึงกับความมหัศจรรย์ของศิลปะภายในวัดถ้ำที่ไม่มีใครเคยพบเห็นหรือรู้เรื่องมาก่อนขณะเดียวกันก็ทำให้นักประวัติศาสตร์นักโบราณคดีสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของศาสนาพุทธในอินเดียได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่น ๆ เพราะทุกอย่างที่นี่สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูกนับเป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ถ้ำเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เป็นวัดเป็นวิหารโดยใช้วิธีเจาะภูเขาทั้งลูกเข้าไปบางถ้ำมีถึง ๓ ชั้นมีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอด ถ้ำที่ก่อสร้างในยุคแรก ๆ เป็นวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาทพระสงฆ์ในยุคนั้นได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างเรียบง่ายโดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถงเปิดโล่งใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรมส่วนผนังทั้งสามด้านก็สกัดหินเจาะเข้าไปเป็นห้องนอนภายในมีเตียงหินห้องละ ๒ หลัง วัดของพุทธฝ่ายเถรวาทหลายถ้ำสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องบูชาด้วยฝีมือการแกะสลักของช่างในยุคนั้นโดยได้สกัดหินจากด้านนอกเข้าไปและสกัดจากเพดานถ้ำลงมาจนได้ห้องโถงขนาดใหญ่มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านข้างมีเจดีย์อยู่ในสุดของห้อง มีการสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้เพื่อสักการบูชาแทนองค์พระพุทธเจ้าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นเดียวกับการสร้างพระสถูปเจดีย์ที่สืบทอดมาจากชาวพุทธทางอินเดียตอนเหนือ...ด้วยเหตุนี้ถ้ำอชันตาในยุคแรกจึงยังไม่มีการแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูปให้พบเห็นมาก่อนหน้านี้ ถ้ำหมายเลข ๑๐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่ถ้ำอชันตาสร้างเป็นหอสวดมนต์บูชาพระเจดีย์เมื่อครั้งที่ "จอห์นสมิธ" ได้เข้าไปพบเห็นเป็นครั้งแรกตอนที่เข้าไปในในถ้ำนั้นดินโคลนได้ทับถมสูงขึ้นไปจากพื้นถ้ำกว่าครึ่ง "จอห์นสมิธ" ได้จารึกชื่อไว้บนเสาหินพร้อมลงวันที่ ๒๘ เมษายนพ.ศ.๒๓๖๒ซึ่งเป็นวันที่ถ้ำอชันตาได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก นอกจากนี้ยังมีรอยจารึกสำคัญที่พบในถ้ำเดียวกันนี้ได้ระบุชื่อของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์สาตวาหนะทำให้นักประวัติศาสตร์ได้รู้ว่าวัดถ้ำที่อชันตาได้รับการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากพระมหากษัตริย์ตั้งแต่การสร้างวัดถ้ำในยุคแรก ๆ ลักษณะของหมู่วัดถ้ำอชันตานั้นพบว่ามีถ้ำมากกว่า ๓๐ ถ้ำเรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงลักษณะเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งจะมีระดับน้ำขึ้นสูงในช่วงฤดูฝนบริเวณหน้าถ้ำแต่ละแห่งสร้างเป็นบันไดทอดยาวลงไปยังแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ไหลลดเลี้ยวไปตามหุบเขาเบื้องล่างแม่น้ำสายนี้คือ "แม่น้ำวโฆระ" ถ้ำพุทธฝ่ายเถรวาท "อชันตา" เจริญรุ่งเรืองอยู่ต่อมาอีกราว ๒๐๐ ปีจนถึงพ.ศ.๕๕๐ก็หยุดชะงักไม่ปรากฏร่องรอยการสร้างวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาทที่นี่อีกต่อไปนานถึง ๔๐๐ ปีจึงกลับมาสร้างต่ออีกครั้งในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ แม้จะยังไม่มีคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพุทธสถานที่ถ้ำอชันตาในช่วง ๔๐๐ ปีที่เว้นว่างไปแต่ในช่วงเวลานั้นเองก็ได้เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญที่พลิกโฉมศาสนาพุทธในอินเดียไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งแรกคือการเกิดขึ้นของพระพุทธรูปสิ่งที่สองคือศาสนาพุทธสายมหายานได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว การสร้างวัดถ้ำ "อชันตา" ระยะที่ ๒ เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากศาสนาพุทธในอินเดียได้เข้าสู่ยุคของมหายานไปแล้วถึง ๔๐๐ ปี ในบรรดาวัดถ้ำทั้งหมดพบว่ามีวัดถ้ำในแบบพุทธมหายานถึง ๒๔ ถ้ำทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในสมัยคุปตะซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะอินเดียพระภิกษุฝ่ายมหายานได้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากและปรับเปลี่ยนถ้ำให้เหมาะสมกับพิธีกรรมที่ทำขึ้น จากวิหารแบบเรียบง่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธฝ่ายเถรวาทถูกเปลี่ยนไปเป็นห้องโถงใหญ่โตโอ่อ่าสลักหินเป็นเสาสูงมากมายที่หัวเสาแกะสลักเป็นลวดลายงดงามทั่วทั้งคูหาถ้ำผนังด้านในทั้งสองด้านแกะสลักเป็นพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างประติมากรรมชั้นสูงในการแกะสลักหินออกมาได้อย่างอ่อนช้อยและสวยงาม สำหรับถ้ำหมายเลข ๑ เป็นถ้ำพุทธมหายานที่ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลกว่ามีภาพเขียนสีที่งดงามมากที่สุดแม้เวลาจะผ่านมานานถึงกว่า ๑ ๕๐๐ ปีภาพก็ยังคงสีสันและลายเส้นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ำอชันตาอยู่ห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐๔ กม อยู่ในรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย ... ได้ชื่อว่าเป็น สร้างเมื่อ พ.ศ. 350 จึงได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิโบสถ์วิหาร ฯลฯ เพื่ออาศัยอยู่อย่างสันโดษเนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกลผู้คนทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของศาสนาพุทธในอินเดีย เมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์แห่งนี้ต่อมาเรื่องราวของถ้ำอชันตาได้หายเงียบไป พ.ศ. 2362 จอห์นสมิ ธ มีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหินเป็นองค์เจดีย์เป็นพระพุทธรูปและภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำเล่าเรื่องราวต่างๆในพุทธประวัติและชาดกและที่น่าแปลกใจคือ 1,500 ปีโดยไม่ถูกรุกล้ำจากผู้คนทั้งหลาย หมู่ถ้ำอชันตา ที่ไม่มีใครเคยพบเห็นหรือรู้เรื่องมาก่อน นักโบราณคดีสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของศาสนาพุทธ ที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะทุกอย่างที่นี่สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก เป็นวัดเป็นวิหารโดยใช้วิธีเจาะภูเขาทั้งลูกเข้าไปบางถ้ำมีถึง 3 ชั้น เป็นวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาท โดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถงเปิดโล่งใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรมส่วนผนังทั้งสามด้านก็สกัดหินเจาะเข้าไปเป็นห้องนอนภายในมีเตียงหินห้องละ 2 หน้าวัดของพุทธฝ่ายเถรวาท โดยได้สกัดหินจากด้านนอกเข้าไปและสกัดจากเพดานถ้ำลงมาจนได้ห้องโถงขนาดใหญ่มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านข้าง พระสถูปเจดีย์ พระสถูปเจดีย์ ถ้ำอชันตา พระพุทธรูปให้พบเห็นมาก่อนหน้านี้ถ้ำหมายเลข 10 สร้างเป็นหอสวดมนต์บูชาพระเจดีย์เมื่อครั้งที่ "จอห์นสมิ ธ " ได้เข้าไปพบเห็นเป็นครั้งแรกตอนที่เข้าไปในในถ้ำนั้น สมิ ธ "ได้จารึกชื่อไว้บนเสาหินพร้อมลงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2362 ซึ่งเป็นวันที่ถ้ำอชันตา นั้นพบว่ามีถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ บนเชิงเขาสูง แม่น้ำสายนี้คือ "แม่น้ำวโฆระ" ที่ "อชันตา" เจริญรุ่งเรืองอยู่ต่อมาอีกราว 200 ปีจนถึง พ.ศ. 550 ก็หยุดชะงัก นานถึง 400 ปี 400 ปีที่เว้นว่างไป คือการเกิดขึ้นของพระพุทธรูปสิ่งที่สองคือศาสนาพุทธสายมหายาน วัดถ้ำที่ "อชันตา" ระยะที่ 2 400 24 ถ้ำทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในสมัยคุปตะซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย สลักหินเป็นเสาสูงมากมาย ผนังด้านในทั้งสองด้านแกะสลักเป็นพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ 1 เป็นถ้ำพุทธมหายานที่ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลกว่ามีภาพเขียนสีที่งดงามมากที่สุดแม้เวลาจะผ่านมานานถึงกว่า 1,500 ปี อยู่ห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 104 กม. อยู่ในรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย






































การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
ถ้ำอชันตา ( ถ้ำอชันตา ) เมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย . . . . . . . ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลกสร้างเมื่อพ . ศ .๓๕๐โดยพระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่งจึงได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิโบสถ์วิหารฯลฯเพื่ออาศัยอยู่อย่างสันโดษทำให้ประวัติศาสตร์หน้าต่อมาของศาสนาพุทธในอินเดียได้ปรากฏขึ้นในหมู่ถ้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกันเมืองออรังกาบาดรัฐมหาราษฎร์แห่งนี้

ต่อมาเรื่องราวของถ้ำอชันตาได้หายเงียบไปกลายเป็นถ้ำร้างที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้ปิดปากถ้ำจนถึงพ . . . . . . . . ศ .๒๓๖๒จอห์นสมิธนายทหารชาวอังกฤษได้เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์จนมาถึงบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งบริเวณหมู่บ้านอชันตาและได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ

ถ้ำเหล่านี้ถูกเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นวัดมีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหินเป็นองค์เจดีย์เป็นพระพุทธรูปและภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำเล่าเรื่องราวต่างๆในพุทธประวัติและชาดกบความถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงกว่า ,๕๐๐โดยไม่ถูกรุกล้ำจากผู้คนทั้งหลายนับตั้งแต่จากวันที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้างตลอดมา

.การค้นพบหมู่ถ้ำอชันตาในครั้งนั้นทำให้โลกต้องตื่นตะลึงกับความมหัศจรรย์ของศิลปะภายในวัดถ้ำที่ไม่มีใครเคยพบเห็นหรือรู้เรื่องมาก่อนขณะเดียวกันก็ทำให้นักประวัติศาสตร์นักโบราณคดีศาสนาพุทธในอินเดียได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่นๆเพราะทุกอย่างที่นี่สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก
ถ้ำเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เป็นวัดเป็นวิหารโดยใช้วิธีเจาะภูเขาทั้งลูกเข้าไปบางถ้ำมีถึงชั้นมีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอด

ไปถ้ำที่ก่อสร้างในยุคแรกๆเป็นวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาทพระสงฆ์ในยุคนั้นได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างเรียบง่ายโดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถงเปิดโล่งใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรมเจาะเข้าไปเป็นห้องนอนภายในมีเตียงหินห้องละ๒หลัง

วัดของพุทธฝ่ายเถรวาทหลายถ้ำสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องบูชาด้วยฝีมือการแกะสลักของช่างในยุคนั้นโดยได้สกัดหินจากด้านนอกเข้าไปและสกัดจากเพดานถ้ำลงมาจนได้ห้องโถงขนาดใหญ่มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านข้าง
มีการสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้เพื่อสักการบูชาแทนองค์พระพุทธเจ้าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นเดียวกับการสร้างพระสถูปเจดีย์ที่สืบทอดมาจากชาวพุทธทางอินเดียตอนเหนือ . . . . . . .ด้วยเหตุนี้ถ้ำอชันตาในยุคแรกจึงยังไม่มีการแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูปให้พบเห็นมาก่อนหน้านี้

ถ้ำหมายเลข๑๐ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่ถ้ำอชันตาสร้างเป็นหอสวดมนต์บูชาพระเจดีย์เมื่อครั้งที่ " จอห์นสมิธ " ได้เข้าไปพบเห็นเป็นครั้งแรกตอนที่เข้าไปในในถ้ำนั้นดินโคลนได้ทับถมสูงขึ้นไปจากพื้นถ้ำกว่าครึ่ง

" จอห์นสมิธ " ได้จารึกชื่อไว้บนเสาหินพร้อมลงวันที่๒๘เมษายนพ . ศ๒๓๖๒ซึ่งเป็นวันที่ถ้ำอชันตาได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก

.นอกจากนี้ยังมีรอยจารึกสำคัญที่พบในถ้ำเดียวกันนี้ได้ระบุชื่อของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์สาตวาหนะทำให้นักประวัติศาสตร์ได้รู้ว่าวัดถ้ำที่อชันตาได้รับการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากพระมหากษัตริย์
ลักษณะของหมู่วัดถ้ำอชันตานั้นพบว่ามีถ้ำมากกว่า๓๐ถ้ำเรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงลักษณะเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว
บริเวณหน้าถ้ำแต่ละแห่งสร้างเป็นบันไดทอดยาวลงไปยังแม่น้ำสายเล็กๆที่ไหลลดเลี้ยวไปตามหุบเขาเบื้องล่างแม่น้ำสายนี้คือ " แม่น้ำวโฆระ " ซึ่งจะมีระดับน้ำขึ้นสูงในช่วงฤดูฝน

ถ้ำพุทธฝ่ายเถรวาทที่ " อชันตา " เจริญรุ่งเรืองอยู่ต่อมาอีกราว๒๐๐ . จนถึงพ . ศ .๕๕๐ก็หยุดชะงักไม่ปรากฏร่องรอยการสร้างวัดถ้ำของพุทธฝ่ายเถรวาทที่นี่อีกต่อไปนานถึง๔๐๐จึงกลับมาสร้างต่ออีกครั้งในราวพุทธศตวรรษที่๑๐

.แม้จะยังไม่มีคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพุทธสถานที่ถ้ำอชันตาในช่วง๔๐๐ที่เว้นว่างไปแต่ในช่วงเวลานั้นเองก็ได้เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญที่พลิกโฉมศาสนาพุทธในอินเดียไปอย่างสิ้นเชิง

.สิ่งแรกความการเกิดขึ้นของพระพุทธรูปสิ่งที่สองคือศาสนาพุทธสายมหายานได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

การสร้างวัดถ้ำที่ " อชันตา " ระยะที่๒เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากศาสนาพุทธในอินเดียได้เข้าสู่ยุคของมหายานไปแล้วถึง๔๐๐

.ในบรรดาวัดถ้ำทั้งหมดพบว่ามีวัดถ้ำในแบบพุทธมหายานถึง๒๔ถ้ำทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในสมัยคุปตะซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะอินเดียพระภิกษุฝ่ายมหายานได้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก
จากวิหารแบบเรียบง่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธฝ่ายเถรวาทถูกเปลี่ยนไปเป็นห้องโถงใหญ่โตโอ่อ่าสลักหินเป็นเสาสูงมากมายที่หัวเสาแกะสลักเป็นลวดลายงดงามทั่วทั้งคูหาถ้ำผนังด้านในทั้งสองด้านแกะสลักเป็นและพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างประติมากรรมชั้นสูงในการแกะสลักหินออกมาได้อย่างอ่อนช้อยและสวยงาม

สำหรับถ้ำหมายเลข๑เป็นถ้ำพุทธมหายานที่ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลกว่ามีภาพเขียนสีที่งดงามมากที่สุดแม้เวลาจะผ่านมานานถึงกว่าต่างหาก๕๐๐ . ภาพก็ยังคงสีสันและลายเส้นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากอย่างไม่น่าเชื่อ

,ถ้ำอชันตาอยู่ห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ๑๐๔กม . อยู่ในรัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดีย
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: