ประวัติวันคริสต์มาส ความเป็นมาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ฉบับภาษาอ การแปล - ประวัติวันคริสต์มาส ความเป็นมาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ฉบับภาษาอ ไทย วิธีการพูด

ประวัติวันคริสต์มาส ความเป็นมาของกา

ประวัติวันคริสต์มาส ความเป็นมาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ฉบับภาษาอังกฤษแปลไทย เวอร์ชั่นนี้แปลเอาเนื้อหาครับ ไม่ได้แปลแบบคำต่อคำ แต่ก็ยังคงโครงสร้างไว้เหมือนเดิมครับ
The history of Christmas dates back over 4000 years. Many of our Christmas traditions were celebrated centuries before the Christ child was born. The 12 days of Christmas, the bright fires, the yule log, the giving of gifts, carnivals (parades) with floats, carolers who sing while going from house to house, the holiday feasts, and the church processions can all be traced back to the early Mesopotamians.
ถ้าพูดถึงประวัติวันคริสต์ต้องย้อนวันเวลากลับไปราว 4000 กว่าปีโน้น ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ก่อนพระเยซูน้อยจะกำเนิดเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น 12 วันในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส แสงไฟที่เจิดจ้า การเผ่าท่อนฟืนยูล การมอบของขวัญ งานเฉลิมฉลอง(การเดินพาเหรด)พร้อมขบวนยวดยาน นักร้องที่ร้องรำจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น การเฉลิมฉลองในวันหยุด และพิธีแห่ขบวน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของเมโสโปเตเมียมาก่อนแล้ว
Many of these traditions began with the Mesopotamian celebration of New Years. The Mesopotamians believed in many gods, and as their chief god – Marduk. Each year as winter arrived it was believed that Marduk would do battle with the monsters of chaos. To assist Marduk in his struggle the Mesopotamians held a festival for the New Year. This was Zagmuk, the New Year’s festival that lasted for 12 days.
ประเพณีหลายๆอย่างที่กล่าวมานั้น เกิดมาจากการเฉลิมฉลองปี่ใหม่ของชาวเมโสโปเตเมีย ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ และเทพที่เป็นใหญ่ของพวกเขาคือเทพมาร์ดุค ทุกๆปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน พวกเขาเชื่อว่าเทพมาร์ดุคจะทำสงครามกับปีศาจแห่งความโกลาหล การที่จะช่วยเหลือให้เทพมาร์ดุคสามารถชนะศึกได้นั้น พวกเขาต้องจัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งเทศกาลดังกล่าว ชื่อว่า แสกมุค (Zagmuk) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 12 วันติดต่อกัน
The Mesopotamian king would return to the temple of Marduk and swear his faithfulness to the god. The traditions called for the king to die at the end of the year and to return with Marduk to battle at his side.
พระราชาของโมโสโปเตเมียจะต้องไปที่ปราสาทของเทพมาร์ดุค และสาบานความภักดีต่อหน้าเทพเจ้า ประเพณีนี้พระราชาจะต้องสละชีพตอนสิ้นปี เพื่อที่จะกลับมาพร้อมกับเทพมาร์ดุค และต่อสู้เคียงข้างกัน
To spare their king, the Mesopotamians used the idea of a “mock” king. A criminal was chosen and dressed in royal clothes. He was given all the respect and privileges of a real king. At the end of the celebration the “mock” king was stripped of the royal clothes and slain, sparing the life of the real king.
เพื่อที่จะรักษาชีวิตของพระราชาเอาไว้ ชาวโมโสโปเตเมียนมีแนวคิดในการใช้ พระราชาหลอกๆ (น่าจะเป็นหุ่น) ซึ่งประดับตกแต่งด้วยเครื่องราชเต็มยศ เขาจะได้รับความเคารพ และมีเกียรติเหมือนพระราชาตัวจริงทุกประการ ในตอนท้ายของการเฉลิมฉลอง พระราชาหลอกๆก็จะถูกปลดเครื่องราช และถูกประหารชีวิต ส่วนพระราชาตัวจริงก็จะรอดชีวิตไป
The Persians and the Babylonians celebrated a similar festival called the Sacaea. Part of that celebration included the exchanging of places, the slaves would become the masters and the masters were to obey.
ชาวเปอร์เซียและชาวบาบิโลน มีเทศกาลเฉลิมฉลองคล้ายๆกัน เรียกว่า ซาเกีย (Sacaea) ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้คือ การสลับตำแหน่งกัน โดยทาสรับใช้จะเป็นนาย และเจ้านายจะเป็นผู้รับใช้
Early Europeans believed in evil spirits, witches, ghosts and trolls. As the Winter Solstice approached, with its long cold nights and short days, many people feared the sun would not return. Special rituals and celebrations were held to welcome back the sun.
ชาวยุโรปในยุคแรกๆมีความเชื่อในเรื่อง วิญญาณชั่วราย พอมด ภูตผี และปีศาจ ในวันที่มีช่วงกลางวันสั้นกว่ากลางคืน (Winter Solstice) ซึ่งเป็นวันที่มีค่ำคืนอันยาวนานและกลางวันที่สั้นกว่า หลายๆคนกลัวว่าพระอาทิตย์จะไม่กลับมา ดังนั้นจึงได้มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมาของพระอาทิตย์
In Scandinavia during the winter months the sun would disappear for many days. After thirty-five days scouts would be sent to the mountain tops to look for the return of the sun. When the first light was seen the scouts would return with the good news. A great festival would be held, called the Yuletide, and a special feast would be served around a fire burning with the Yule log. Great bonfires would also be lit to celebrate the return of the sun. In some areas people would tie apples to branches of trees to remind themselves that spring and summer would return.
ในเขตสแกนดิเนเวียนั้น ช่วงฤดูหนาวพระอาทิตย์จะหายไปหลายวัน หลังจาก 15 วันผ่านไป หน่วยสอดแนมจะขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อรอคอยการกลับมาของพระอาทิตย์ เมื่อมีแสงตะวันปรากฎขึ้นพวกเขาจะกลับลงมาเพื่อบอกข่าวดี และจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า ยูลไทล์ และการเลี้ยงฉลองแบบพิเศษจะถูกจัดขึ้นรอบกองไฟโดยใช้ท่อนฟืนยูล มีการจุดคบกองไฟที่ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของพระอาทิตย์ ในบางพื้นที่ผู้คนจะนำผลแอปเปิ้ลไปผูกตามต้นไม้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะหวนคืนมาอีกครั้ง
The ancient Greeks held a festival similar to that of the Zagmuk/Sacaea festivals to assist their god Kronos who would battle the god Zeus and his Titans.
กรีกโบราณเฉลิมฉลองเทศกาลคล้ายกับ เทศกาลแสกมุคและสาเกีย เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้เทพโครโนสผู้ที่ต่อสู้กับเทพซีอุสและลูกสมุน
The Roman’s celebrated their god Saturn. Their festival was called Saturnalia which began the middle of December and ended January 1st. With cries of “Jo Saturnalia!” the celebration would include masquerades in the streets, big festive meals, visiting friends, and the exchange of good-luck gifts called Strenae (lucky fruits).
ชาวโรมันนั้นทำการเฉลิมฉลองแด่เทพแซทเทิร์น (god Saturn) พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่า แซทเทิร์นนาเลีย ซึ่งเริ่มต้นช่วงกลางเดือนธันวาคม และสิ้นสุดวันที่ 1 เดือนมกราคม เทศกาลนี้ประกอบไปด้วยการพรางหน้าแล้วเดินไปตามถนนพร้อมตะโกนส่งเสียง ” โจ แซทเทิร์นนาเลีย” การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ การไปพบปะเพื่อนๆ และการแลกเปลี่ยนของขวัญที่เรียกว่า สเตรแน (Strenae) (ผลไม้นำโชค)
The Romans decked their halls with garlands of laurel and green trees lit with candles. Again the masters and slaves would exchange places.
ชาวโรมันประดับประดาห้องโถงด้วยพวงมาลัยบนต้นไม้ที่มีใบสีเขียว ทีประดับด้วยไฟเทียน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายและทาสต้องสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน
“Jo Saturnalia!” was a fun and festive time for the Romans, but the Christians though it an abomination to honor the pagan god. The early Christians wanted to keep the birthday of their Christ child a solemn and religious holiday, not one of cheer and merriment as was the pagan Saturnalia.
“โจ แซทเทิร์นนาเลีย” เป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานของชาวโรมัน แต่ชาวคริสเตียนคิดว่าเป็นการเทิดทูนบูชาเทพนอกรีตมากกว่า ชาวคริสเตียนในยุคแรกๆต้องการให้เป็นวันประสูตของพระเยซูน้อยมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวันหยุดทางศาสนา ไม่ใช่เทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่าง แซทเทิร์นนาเลีย
But as Christianity spread they were alarmed by the continuing celebration of pagan customs and Saturnalia among their converts. At first the Church forbid this kind of celebration. But it was to no avail. Eventually it was decided that the celebration would be tamed and made into a celebr
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ประวัติวันคริสต์มาสความเป็นมาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสฉบับภาษาอังกฤษแปลไทยเวอร์ชั่นนี้แปลเอาเนื้อหาครับไม่ได้แปลแบบคำต่อคำแต่ก็ยังคงโครงสร้างไว้เหมือนเดิมครับประวัติของวันคริสต์มาสย้อนกว่า 4000 ปี หลายประเพณีคริสต์มาสของเราได้เฉลิมฉลองศตวรรษก่อนคริสต์ลูก วัน 12 ของคริสมาสต์ ไฟสว่าง ล็อกเทศกาลคริสต์มาส ให้ของขวัญ (ขบวนพาเหรด) ใกล้กับลอย carolers ที่ร้องในขณะไปจากบ้าน feasts วันหยุด และแห่โบสถ์ทุกคนสามารถ จะย้อนกลับไปใน Mesopotamians ต้นถ้าพูดถึงประวัติวันคริสต์ต้องย้อนวันเวลากลับไปราว 4000 กว่าปีโน้นซึ่งมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสก่อนพระเยซูน้อยจะกำเนิดเสียอีกไม่ว่าจะเป็น 12 วันในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสแสงไฟที่เจิดจ้าการเผ่าท่อนฟืนยูลการมอบของขวัญงานเฉลิมฉลอง (การเดินพาเหรด) พร้อมขบวนยวดยานนักร้องที่ร้องรำจากบ้านนี้ไปบ้านโน้นการเฉลิมฉลองในวันหยุดและพิธีแห่ขบวนทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของเมโสโปเตเมียมาก่อนแล้วหลายประเพณีเหล่านี้เริ่มต้น ด้วยเมฉลองปีใหม่ Mesopotamians ที่เชื่อ ในพระเจ้ามากมาย และ พระเจ้าประธาน – Marduk แต่ละปีเมื่อฤดูหนาวมาถึงจะเชื่อว่า Marduk จะทำต่อสู้กับมอนสเตอร์ของความวุ่นวาย ช่วย Marduk ในการต่อสู้ของเขา Mesopotamians จัดเทศกาลปีใหม่ นี้คือ Zagmuk เทศกาลปีใหม่ที่กินเวลา 12 วันประเพณีหลายๆอย่างที่กล่าวมานั้นเกิดมาจากการเฉลิมฉลองปี่ใหม่ของชาวเมโสโปเตเมียชาวเมโสโปเตเมียเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์และเทพที่เป็นใหญ่ของพวกเขาคือเทพมาร์ดุคทุกๆปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือนพวกเขาเชื่อว่าเทพมาร์ดุคจะทำสงครามกับปีศาจแห่งความโกลาหลการที่จะช่วยเหลือให้เทพมาร์ดุคสามารถชนะศึกได้นั้นพวกเขาต้องจัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ซึ่งเทศกาลดังกล่าวชื่อว่าแสกมุค (Zagmuk) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 12 วันติดต่อกันพระเมจะกลับไปวัด Marduk และปฏิญาณความซื่อสัตย์ของเขาเพื่อพระเจ้า ประเพณีเรียกพระตายที่สุดของปี และกลับกับ Marduk การต่อสู้เคียงข้างเขาพระราชาของโมโสโปเตเมียจะต้องไปที่ปราสาทของเทพมาร์ดุคและสาบานความภักดีต่อหน้าเทพเจ้าประเพณีนี้พระราชาจะต้องสละชีพตอนสิ้นปีเพื่อที่จะกลับมาพร้อมกับเทพมาร์ดุคและต่อสู้เคียงข้างกันว่างกษัตริย์ Mesopotamians ที่ใช้ความคิดของกษัตริย์ "เยาะ" อาชญากรถูกเลือก และสวมเสื้อผ้าที่รอยัล เขาได้รับความเคารพและสิทธิ์ของกษัตริย์จริง ที่สุดของการเฉลิมฉลองพระ "จำลอง" เปลื้องผ้ารอยัล และถูกสังหาร ไม่ต้องยากกับชีวิตของพระมหากษัตริย์จริง เพื่อที่จะรักษาชีวิตของพระราชาเอาไว้ชาวโมโสโปเตเมียนมีแนวคิดในการใช้พระราชาหลอก ๆ (น่าจะเป็นหุ่น) ซึ่งประดับตกแต่งด้วยเครื่องราชเต็มยศเขาจะได้รับความเคารพและมีเกียรติเหมือนพระราชาตัวจริงทุกประการในตอนท้ายของการเฉลิมฉลองพระราชาหลอกๆก็จะถูกปลดเครื่องราชและถูกประหารชีวิตส่วนพระราชาตัวจริงก็จะรอดชีวิตไปกระทั่งเปอร์เซียและ Babylonians ฉลองเทศกาลคล้ายกันเรียกว่า Sacaea ส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองที่รวมแลกเปลี่ยนสถานที่ ทาสจะกลายเป็น แบบ และแบบที่ฟังชาวเปอร์เซียและชาวบาบิโลนมีเทศกาลเฉลิมฉลองคล้ายๆกันเรียกว่าซาเกีย (Sacaea) ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้คือการสลับตำแหน่งกันโดยทาสรับใช้จะเป็นนายและเจ้านายจะเป็นผู้รับใช้ก่อนชาวยุโรปเชื่อในวิญญาณชั่วร้าย แม่มด ghosts และโทรลล์ ตามเข้าหาเหมายัน กลางคืนยาวและวันสั้น หลายคนกลัวแดดจะไม่กลับมา พิเศษพิธีกรรมและการเฉลิมฉลองจัดขึ้นต้อนรับการกลับอาทิตย์ดังนั้นจึงได้มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมาของพระอาทิตย์ชาวยุโรปในยุคแรกๆมีความเชื่อในเรื่องวิญญาณชั่วรายพอมดภูตผีและปีศาจในวันที่มีช่วงกลางวันสั้นกว่ากลางคืน (เหมายัน) ซึ่งเป็นวันที่มีค่ำคืนอันยาวนานและกลางวันที่สั้นกว่าหลายๆคนกลัวว่าพระอาทิตย์จะไม่กลับมาในสแกนดิเนเวียในช่วงฤดูหนาว ดวงอาทิตย์จะหายไปหลายวัน หลังจากวันที่สามสิบห้า เสือจะส่งยอดภูเขาเพื่อค้นหาการกลับมาของดวงอาทิตย์ เมื่อแสงแรกที่เห็น ลูกเสือจะกลับมาพร้อมข่าวดี เทศกาลดีจะจัด ขึ้น เรียกว่าเทศกาลคริสต์มาส และงานฉลองพิเศษจะให้บริการรอบไฟเขียน ด้วยล็อกเทศกาลคริสต์มาส แสงดีจะยังสามารถมีไฟส่องสว่างเพื่อฉลองการกลับมาของดวงอาทิตย์ ในบางพื้นที่ คนจะผูกแอปเปิ้ลเพื่อสาขาของต้นไม้เตือนตัวเองที่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะคืนในเขตสแกนดิเนเวียนั้นช่วงฤดูหนาวพระอาทิตย์จะหายไปหลายวันหลังจาก 15 วันผ่านไปหน่วยสอดแนมจะขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อรอคอยการกลับมาของพระอาทิตย์เมื่อมีแสงตะวันปรากฎขึ้นพวกเขาจะกลับลงมาเพื่อบอกข่าวดีและจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เรียกว่ายูลไทล์และการเลี้ยงฉลองแบบพิเศษจะถูกจัดขึ้นรอบกองไฟโดยใช้ท่อนฟืนยูลมีการจุดคบกองไฟที่ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของพระอาทิตย์ในบางพื้นที่ผู้คนจะนำผลแอปเปิ้ลไปผูกตามต้นไม้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะหวนคืนมาอีกครั้งรีกโบราณจัดเทศกาลเทศกาล Zagmuk/Sacaea ให้พระเจ้า Kronos ที่จะต่อสู้กับพระเจ้า Zeus และไททันส์ของเขากรีกโบราณเฉลิมฉลองเทศกาลคล้ายกับเทศกาลแสกมุคและสาเกียเพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้เทพโครโนสผู้ที่ต่อสู้กับเทพซีอุสและลูกสมุนของโรมันเฉลิมฉลองพระเจ้าดาวเสาร์ เทศกาลของพวกเขาถูกเรียกว่า Saturnalia ซึ่งเริ่มกลางเดือนธันวาคม และสิ้นสุดวันที่ 1 มกราคม ด้วยเสียงร้องของ "Jo Saturnalia " เฉลิมฉลองจะมีชวนในถนน อาหารเทศกาลใหญ่ เยี่ยมเพื่อน และการแลกเปลี่ยนของขวัญโชคดีที่เรียกว่า Strenae (ผลไม้โชคดี)ชาวโรมันนั้นทำการเฉลิมฉลองแด่เทพแซทเทิร์น (พระเจ้าดาวเสาร์) พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่าแซทเทิร์นนาเลียซึ่งเริ่มต้นช่วงกลางเดือนธันวาคมและสิ้นสุดวันที่ 1 เดือนมกราคมเทศกาลนี้ประกอบไปด้วยการพรางหน้าแล้วเดินไปตามถนนพร้อมตะโกนส่งเสียง "โจแซทเทิร์นนาเลีย" การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่การไปพบปะเพื่อน ๆ และการแลกเปลี่ยนของขวัญที่เรียกว่าสเตรแน (Strenae) (ผลไม้นำโชค)ชาวโรมันประดับห้องโถงของพวกเขากับมาลัยลอเรลและต้นไม้ด้วยพร้อมเทียน อีก แบบและทาสที่จะแลกเปลี่ยนสถาน ชาวโรมันประดับประดาห้องโถงด้วยพวงมาลัยบนต้นไม้ที่มีใบสีเขียวทีประดับด้วยไฟเทียนและเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายและทาสต้องสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน"Jo Saturnalia " ได้สนุกและเวลาเฉลิมฉลองสำหรับชาวโรมัน แต่คริสเตียนว่ามัน มีสิ่งที่น่ารังเกียจเพื่อเป็นเกียรติแก่พระศาสนา อยากให้วันเกิดของพระเยซูคริสต์ของเด็กการปฏิญาณตนและศาสนาคริสเตียนตอนต้นวันหยุด ไม่หนึ่งเชียร์และอาหารเป็นพุกาม Saturnalia"โจแซทเทิร์นนาเลีย" เป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานของชาวโรมันแต่ชาวคริสเตียนคิดว่าเป็นการเทิดทูนบูชาเทพนอกรีตมากกว่าชาวคริสเตียนในยุคแรกๆต้องการให้เป็นวันประสูตของพระเยซูน้อยมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นวันหยุดทางศาสนาไม่ใช่เทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่างแซทเทิร์นนาเลียแต่ที่ตกใจเป็นคริสต์แพร่กระจาย โดยการเฉลิมฉลองต่อเนื่องของศุลกากรที่ป่าเถื่อนและ Saturnalia ในแปลงของตน ในตอนแรก คริสตจักรห้ามชนิดนี้ของการเฉลิมฉลอง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า การเฉลิมฉลองจะเชื่อง และทำเป็นเป็นหนึ่งในโรงแรม
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ประวัติวันคริสต์มาส ฉบับภาษาอังกฤษแปลไทยเวอร์ชั่นนี้แปล เอาเนื้อหาครับไม่ได้แปลแบบคำต่อคำ
ประวัติศาสตร์ของคริสมาสต์วันที่กลับกว่า 4000 ปี หลายประเพณีคริสมาสต์ของเราได้มีการเฉลิมฉลองศตวรรษก่อนคริสต์เด็กเกิด 12 วันนับจากวันคริสมาสต์ไฟสดใสสู่เทศกาลคริสต์มาสให้ของขวัญ, carnivals (ขบวนพาเหรด) กับลอย carolers ที่ร้องเพลงในขณะที่จะออกจากบ้านไปที่บ้านในงานเทศกาลวันหยุดและขบวนคริสตจักรทั้งหมดจะสามารถสืบย้อนกลับไป ในช่วงต้น
4000 กว่าปีโน้นซึ่งมีการเฉลิมฉลอง เทศกาลคริสต์มาสก่อนพระเยซูน้อยจะกำเนิดเสียอีกไม่ว่าจะเป็น 12 วันในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสแสง ไฟที่เจิดจ้าการเผ่าท่อนฟืนยูลการมอบของขวัญ การเฉลิมฉลองในวันหยุดและพิธี แห่ขบวน
ประเพณีเหล่านี้เริ่มต้นด้วยการเฉลิมฉลองของเมโสโปเตปีใหม่ Mesopotamians เชื่อในพระเจ้ามากและเป็นหัวหน้าพระเจ้าของพวกเขา - ดุก ในแต่ละปีเป็นฤดูหนาวมาถึงก็เชื่อว่าดุกจะทำสงครามกับมอนสเตอร์ของความสับสนวุ่นวาย เพื่อช่วยดุกในการต่อสู้ของเขา Mesopotamians จัดขึ้นสำหรับเทศกาลปีใหม่ นี่คือ Zagmuk เทศกาลปีใหม่ที่กินเวลานาน 12 วัน.
ประเพณีหลาย ๆ อย่างที่กล่าวมานั้น ทุกๆปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน พวกเขาต้องจัดงานเฉลิมฉลองปี ใหม่ซึ่งเทศกาลดังกล่าวชื่อว่าแสกมุค (Zagmuk) 12 วันติดต่อกัน
กษัตริย์เมโสโปเตจะกลับไปที่วิหารของดุกและสาบานความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ประเพณีที่เรียกว่าพระมหากษัตริย์จะตายในช่วงปลายปีและจะกลับมาพร้อมกับดุกไปรบที่เขา
และสาบานความภักดีต่อหน้าเทพเจ้า และต่อสู้เคียงข้างกัน
เพื่อสำรองกษัตริย์ของพวกเขา Mesopotamians ใช้ความคิดของ "จำลอง" พระมหากษัตริย์ ทางอาญาและได้รับเลือกให้อยู่ในชุดพระราชแต่งตัว เขาได้รับทุกความเคารพและสิทธิของพระมหากษัตริย์ที่แท้จริง ในตอนท้ายของการเฉลิมฉลองที่ "จำลอง" พระมหากษัตริย์ถูกปลดออกจากเสื้อผ้าและพระราชสังหารเจียดชีวิตจริง
ชาวโมโสโปเตเมียนมี แนวคิดในการใช้พระราชาหลอกๆ (น่าจะเป็นหุ่น) เขาจะได้รับความเคารพ ในตอนท้ายของการเฉลิมฉลองพระ ราชาหลอกๆก็จะถูกปลดเครื่องราชและถูกประหารชีวิตส่วนพระราชาตัวจริงก็จะรอดชีวิตไป
เปอร์เซียและชาวบาบิโลนมีการเฉลิมฉลองเทศกาลที่คล้ายกันเรียกว่า Sacaea เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองที่รวมการแลกเปลี่ยนของสถานที่ทาสจะกลายเป็นปริญญาโทและปริญญาโทที่กำลังจะเชื่อฟัง.
ชาวเปอร์เซียและชาวบาบิโลนมี เทศกาลเฉลิมฉลองคล้าย ๆ กันเรียกว่าซาเกีย (Sacaea) ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้คือ การสลับตำแหน่งกันโดยทาสรับใช้ จะเป็นนายและเจ้านายจะเป็นผู้รับใช้
ในช่วงต้นยุโรปเชื่อในวิญญาณชั่วร้ายแม่มดผีและโทรลล์ ในฐานะที่เป็นฤดูหนาวเดินเข้ามาใกล้กับคืนหนาวที่ยาวนานและวันสั้น ๆ หลายคนกลัวว่าดวงอาทิตย์จะไม่กลับมา พิธีกรรมพิเศษและงานเฉลิมฉลองถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมา
วิญญาณชั่วรายพอมดภูตผีและปีศาจ (ฤดูหนาว)
สแกนดิเนเวีในช่วงฤดูหนาวที่ดวงอาทิตย์จะหายไปหลายวัน หลังจากสามสิบห้าวันลูกเสือจะถูกส่งไปยังยอดดอยที่จะมองหาการกลับมาของดวงอาทิตย์ เมื่อแสงแรกที่เห็นลูกเสือจะกลับมาพร้อมกับข่าวดี เทศกาลที่ยิ่งใหญ่จะจัดขึ้นที่เรียกว่าเทศกาลคริสต์มาสและงานฉลองพิเศษจะเสิร์ฟรอบกองไฟที่ไหม้ด้วยบันทึกของเทศกาลคริสต์มาส กองที่ดีนอกจากนี้ยังจะมีไฟในการเฉลิมฉลองการกลับมาของดวงอาทิตย์ ในบางพื้นที่คนจะผูกแอปเปิ้ลกิ่งก้านของต้นไม้เพื่อเตือนตัวเองว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะกลับมา.
ในเขตสแกนดิเนเวียนั้น หลังจาก 15 วันผ่านไป ยูลไทล์
ชาวกรีกโบราณที่จัดขึ้นในงานเทศกาลคล้ายกับที่ของเทศกาล Zagmuk / Sacaea ให้ความช่วยเหลือของพระเจ้า Kronos ของพวกเขาที่จะต่อสู้กับพระเจ้า Zeus และของเขา
เทศกาลแสกมุคและสาเกีย
โรมันเฉลิมฉลองพระเจ้าของเขาดาวเสาร์ เทศกาลของพวกเขาถูกเรียกว่าเสาร์ซึ่งเริ่มกลางเดือนธันวาคมและสิ้นสุดวันที่ 1 มกราคม ด้วยเสียงร้องของ "โจเอิกเกริก!" เฉลิมฉลองจะรวมถึงการปลอมตัวในถนนอาหารเทศกาลใหญ่เพื่อนที่เข้ามาเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนของขวัญโชคดีที่เรียกว่า Strenae (โชคดี
(พระเจ้าดาวเสาร์) พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่าแซท เทิร์นนาเลียซึ่งเริ่มต้นช่วงกลางเดือนธันวาคมและสิ้นสุดวันที่ 1 เดือนมกราคม "โจแซทเทิร์นนาเลีย" การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่การไปพบปะ เพื่อน ๆ สเตรแน (Strenae) (ผลไม้นำโชค)
ชาวโรมันประดับห้องโถงของพวกเขาด้วยมาลัยของลอเรลและต้นไม้สีเขียวสว่างด้วยเทียน. อีกครั้งโทและทาสจะแลกเปลี่ยน
ทีประดับด้วยไฟเทียน
เอิกเกริก! "เป็นเวลาที่สนุกและรื่นเริงสำหรับชาวโรมัน แต่คริสเตียนแม้ว่ามันจะเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าศาสนา. คริสเตียนรุ่นแรกอยากให้วันเกิดของเด็กคริสต์ของพวกเขาวันหยุดเคร่งขรึมและศาสนาไม่ได้เป็นหนึ่งของเชียร์และความสนุกสนาน ในฐานะเป็นคนป่าเถื่อนเอิกเกริก.
"โจแซทเทิร์นนาเลีย" และเป็นวันหยุดทางศาสนาไม่ใช่เทศกาล แห่งความสนุกสนานอย่างแซทเทิร์นนาเลีย
แต่เป็นศาสนาคริสต์แพร่กระจายที่พวกเขากำลังตกใจกับการเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องของคนป่าเถื่อนศุลกากรและเอิกเกริกในหมู่แปลงของพวกเขา. ตอนแรกคริสตจักรห้ามชนิดของการเฉลิมฉลองนี้. แต่ มันก็ไม่เกิดประโยชน์. ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าการเฉลิมฉลองจะได้รับการฝึกให้เชื่องและทำใน celebr
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: