ความเชื่อ หมายถึง การยอมรับคำอธิบายเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ที่บุคคลได้จากการรับรู้และเรียนรู้ร่วมกันในสังคม และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนตกผลึกเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมของสังคมนั้น โดยอาจมีเหตุผลหรือไม่มี หรือหลักฐานมาสนับสนุนก็ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวิวัฒนาการและพัฒนาการของสังคม
ความเชื่อกับการรักษา มักมีอยู่คู่ตั้งแต่สมัยอดีตสืบสานกันจนมาถึงปัจจุบันและมักมีอยู่กับคนทุกชาติ ศาสนาทั่วโลก เช่น เมื่อครั้งอดีตการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่เป็นที่ยอมรับก็จะมีการมีการนำเอาการแพทย์แผนโบราณมาปรับใช้ เช่น การกินยาสมุนไพรเผื่อรักษาโรคต่างๆและบางคนอาจมีบนบานสารกล่าวกับสิ่งศักดิ์หรือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน และอีกอย่างหนึ่งคือในบางศาสนาเช่นศาสนาอิสลามและศาสนาศริสต์ก็จะมีการสวดภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้าของศาสนานั้นๆเผื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าการรักษากับความเชื่อมักเป็นของคู่กันและอยู่กับบุคคลทุกๆคน
จากการที่ดิฉันได้อ่านบทความดังกล่าวแล้วมีความคิดเห็นที่ว่า “คนเราก็มีความคิด ความเชื่อเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่มีใครมาบังคับใครได้ว่าคุณต้องมาเชื่อตามฉัน ปฏิบัติตามฉันหากคุณไม่ทำตามที่ฉันบอกคือคุณผิด..นั้นมันไม่ใช่ ไม่มีใครสามารถมาบอกได้ว่าความเชื่อหรือการกระทำดังกล่าวผิด แต่เพียงความเชื่อนั้นอาจมีขอบเขตของความเชื่อเท่านั้นเอง” และจากบทความนี้สรุปได้ว่า มีเด็กสาวได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างและพ่อแม่ก็เด็กสาวได้รักษาลูกสาวของตนเองด้วยการสวดภาวนาให้ลูกสาวหายจากโรคประหลาดนี้แต่แล้วลูกสาวก็ได้เสียชีวติลงและมาตรวจพบภายหลังว่าลูกสาวของเขาได้ป่วยตามด้วยโรคเบาหวานและพ่อแม่ของก็ได้ถูกตำรวจจับข้อหาฆ่าลูกสาวของตัวเองเพราะมีความคิดที่แตกต่างจากบุคคลอื่นที่ว่าทำไมไม่รักษาลูกสาวโดยแพทย์ และจากเหตุการณ์ที่เกิดทำให้ดิฉันคิดว่าการที่พ่อแม่ของเด็กสาวเลือกที่จะสวดภาวนาให้ลูกของเขานั้นก็ถือว่าไม่ผิดเพราะนั้นคือความเชื่อของเขาและนั้นคือสิ่งที่เขาเลือกให้กับลูกของเขาแล้วแม้นว่าผลที่ได้รับจะเป็นการสูญเสียก็ตาม
ความคิดความเชื่อของบุคคลไม่มีสิ่งตายตัวหรือถูกผิดแต่บางครั้งมันขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่าว่าจะเลือกความเชื่อหรือเลือกเชื่อหลักการทางวิทยาศาสตร์แต่สำหรับดิฉันแล้วดิฉันคิดว่าสองสิ่งนี้จะขาดกันไม่ได้ต้องอยู่คู่กันเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน