งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการปรับปรุงชีวมวล 2 ชนิด คือ ไม้ยูคาลิปตัสและไม้สนที่อุณหภูมิ 250 และ 280 ºC ด้วยกระบวนการ torrefaction โดยใช้เตาไมโครเวฟและเตาเผา
อุณหภูมิสูง ซึ่งใช้ไฟฟ้าจากการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์ น้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติ ใน
เชิงเทคนิค เชิงสิ่งแวดล้อม และเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษาในเชิงเทคนิคได้พิจารณาปริมาณพลังงานและปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับการปรับปรุงไม้ยูคาลิปตัสและไม้สน 1 kg พร้อมทั้งพิจารณาค่า relative energy efficiency (REE) ของการทำ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสและไม้สน การศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการ
เผาไหม้เชื้อเพลิง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้สำหรับเตาไมโครเวฟและเตาเผาอุณหภูมิสูง และการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์ ได้พิจาณาค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้สำหรับกระบวนการ torrefaction ด้วยเตาไมโครเวฟและเตาเผาอุณหภูมิสูง จากการศึกษาพบว่า เมื่อพิจารณาในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่า ปริมาณพลังงานที่ใช้
ในการให้ความร้อน ปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction และค่า REE ของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สน และในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า ปริมาณพลังงานที่ใช้ในการให้ความร้อน ปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction และค่า REE ที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่า
ที่อุณหภูมิ 280 ºC เมื่อทำการศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อม พบว่า หากพิจารณาในแง่ของชนิดของอุปกรณ์ให้ความร้อนแก่กระบวนการ torrefaction พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับเตาไมโครเวฟมีค่าต่ำกว่าของเตาเผาอุณหภูมิสูง
ในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สน ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการ torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 ºC และในแง่ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction พบว่า ถ่านหินลิกไนต์มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด ตามด้วยก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล ตามลำดับ และพบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยพลังงานของถ่านหินลิกไนต์มีค่าอยู่ในช่วง 125,000–145,833 kg CO2/TJ ของน้ำมันดีเซลอยู่ในช่วง 65,476–69,568 kg CO2/TJ และของก๊าซธรรมชาติอยู่ในช่วง 67,679–72,513 kg CO2/TJ เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์ พบว่า หากพิจารณาในแง่ของชนิดของอุปกรณ์ให้ความร้อนแก่กระบวนการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานสำหรับเตาไมโครเวฟมีค่าต่ำกว่าของเตาเผาอุณหภูมิสูง ในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สน ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 ºC และในแง่ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction พบว่า ก๊าซธรรมชาติมีค่าใช้จ่ายสูงสุด ตามด้วยน้ำมันดีเซล และถ่านหินลิกไนต์ ตามลำดับ
งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการปรับปรุงชีวมวล 2 ชนิดคือไม้ยูคาลิปตัสและไม้สนที่อุณหภูมิ 250 และ 280 ºC ด้วยกระบวนการ torrefaction โดยใช้เตาไมโครเวฟและเตาเผาอุณหภูมิสูงซึ่งใช้ไฟฟ้าจากการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์น้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติในเชิงเทคนิคเชิงสิ่งแวดล้อมและเชิงเศรษฐศาสตร์โดยการศึกษาในเชิงเทคนิคได้พิจารณาปริมาณพลังงานและปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับการปรับปรุงไม้ยูคาลิปตัสและไม้สน 1 กก.พร้อมทั้งพิจารณาค่าสัมพัทธ์พลังงานประสิทธิภาพ (รี) ของการทำ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสและไม้สนการศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้สำหรับเตาไมโครเวฟและเตาเผาอุณหภูมิสูงและการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้พิจาณาค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้สำหรับกระบวนการ torrefaction ด้วยเตาไมโครเวฟและเตาเผาอุณหภูมิสูงจากการศึกษาพบว่าเมื่อพิจารณาในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่าปริมาณพลังงานที่ใช้ในการให้ความร้อนปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction และค่ารีของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สนและในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่าปริมาณพลังงานที่ใช้ในการให้ความร้อนปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction และค่ารีที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 ºC เมื่อทำการศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อมพบว่าหากพิจารณาในแง่ของชนิดของอุปกรณ์ให้ความร้อนแก่กระบวนการ torrefaction พบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับเตาไมโครเวฟมีค่าต่ำกว่าของเตาเผาอุณหภูมิสูง ในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สน ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการ torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 ºC และในแง่ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction พบว่า ถ่านหินลิกไนต์มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด ตามด้วยก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล ตามลำดับ และพบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยพลังงานของถ่านหินลิกไนต์มีค่าอยู่ในช่วง 125,000–145,833 kg CO2/TJ ของน้ำมันดีเซลอยู่ในช่วง 65,476–69,568 kg CO2/TJ และของก๊าซธรรมชาติอยู่ในช่วง 67,679–72,513 kg CO2/TJ เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์ พบว่า หากพิจารณาในแง่ของชนิดของอุปกรณ์ให้ความร้อนแก่กระบวนการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานสำหรับเตาไมโครเวฟมีค่าต่ำกว่าของเตาเผาอุณหภูมิสูง ในแง่ของชนิดของชีวมวลที่นำมาทำการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัสมีค่าสูงกว่าของไม้สน ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 ºC มีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 ºC และในแง่ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการ torrefaction พบว่า ก๊าซธรรมชาติมีค่าใช้จ่ายสูงสุด ตามด้วยน้ำมันดีเซล และถ่านหินลิกไนต์ ตามลำดับ
การแปล กรุณารอสักครู่..

2 ชนิดคือไม้ยูคาลิปตั สและไม้สนที่อุณหภูมิ 250 และ 280 องศาเซลเซียสด้วยกระบวนการ torrefaction
ก๊าซและน้ำมันดีเซลธรรมชาติในห้างหุ้นส่วนจำกัด
เชิงเทคนิคเชิงสิ่งแวดล้อมและเชิงเศรษฐศาสตร์ 1 กิโลกรัมพร้อมทั้งพิจารณาค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานญาติ (REE) ของการทำ torrefaction ของไม้ยูคาลิปตัส และไม้สนการศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อม
และการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์ torrefaction จากการศึกษาพบว่า torrefaction พบว่า
torrefaction และค่า REE และในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า torrefaction และค่า REE ที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสค่าสูงสุดต่ำมีกว่า
ที่อุณหภูมิ 280 องศาเซลเซียสเมื่อทำการศึกษาในเชิงสิ่งแวดล้อมพบว่า torrefaction พบว่า
torrefaction พบว่า torrefaction ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่า torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสมีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 องศาเซลเซียส torrefaction พบว่า ตามด้วยก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดีเซลตามลำดับ และพบว่า 125,000-145,833 กิโลกรัม CO2 / TJ ของน้ำมันดีเซลอยู่ในช่วง 65,476-69,568 กิโลกรัม CO2 / TJ และของก๊าซธรรมชาติอยู่ในช่วง 67,679-72,513 กิโลกรัม CO2 / TJ เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า torrefaction พบว่า ในแง่ของชนิดของชีวมวลที่ นำมาทำการ torrefaction พบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ในแง่ของอุณหภูมิของการ torrefaction พบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการ torrefaction ที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสมีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 280 องศาเซลเซียส torrefaction พบว่าก๊าซธรรมชาติมีค่าใช้จ่าย สูงสุดตามด้วยน้ำมันดีเซลและถ่านหินลิกไนต์ตามลำดับ
การแปล กรุณารอสักครู่..
