เศรษฐกิจเอธิโอเปียยังพึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41 ของรายได้ประชาชาติ และร้อยละ 85 ของการจ้างงานโดยรวม
การส่งออกกาแฟเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ดี แม้รัฐบาลจะได้ปฏิรูปที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากขาดการวางแผนที่ดี การเพาะปลูกยังพึ่งพาแหล่งน้ำฝนตามธรรมชาติอยู่และมีปัญหาการชลประทานรวมทั้งวิธีการเพาะปลูกที่ล้าสมัย
ภาคบริการของเอธิโอเปียมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และคมนาคม โดยปัจจุบันภาคบริการมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 41.2 ของรายได้ประชาชาติ และช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 10 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอธิโอเปียมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องจากมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเอธิโอเปียยังไม่มีการบริหารจัดการที่ดีเท่าใดนัก
นับตั้งแต่ปี 2534 (ค.ศ. 1991) เป็นต้นมา รัฐบาลภายใต้การนำของ EPRDF ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอิงแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้กรอบนโยบาย Sustainable Development and Poverty Reduction Program (SDPRP) ในช่วงปีงบประมาณ 2543/44 (ค.ศ. 2000/01) ถึง 2548/49 (ค.ศ. 2005/06) และแผน The Plan for Accelerated and Sustained Development to End Poverty (PASDEP) ในช่วงปี 2548/49 (ค.ศ.2005/06) ถึง 2552/53 (ค.ศ. 2009/10) โดยมุ่งเน้น การแก้ปัญหาและขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร
หลังจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 2552 (ค.ศ. 2009) ทำให้อัตราการเติบโต GDP เอธิโอเปียลดลงเหลือร้อยละ 8.7 และ 7.0 ในปี 2552 และ 2553 (ค.ศ. 2010) ตามลำดับ รัฐบาลเอธิโอเปียพยายามเข้าแทรกแซงภาคเศรษฐกิจมากขึ้น โดยได้ประกาศแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ Growth and Transformation Plan (GTP) ระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2553/54 (ค.ศ. 2010/11) ถึง 2557/58 (ค.ศ. 2014/15) โดยจะกระตุ้นภาคอุตสาหกรรม การสร้างเครือข่ายถนนความยาวรวม 136,000 กิโลเมตร และการส่งเสริมให้ประชาชนใช้การสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งเป็นธุรกิจที่รัฐผูกขาด และตั้งเพดานราคาสินค้าพื้นฐาน เพื่อเป้าหมายที่จะผลักดันอัตราการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่าร้อยละ 11 อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเศรษฐกิจของเอธิโอเปียบางครั้ง ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองบ้าง เช่น การปราบปรามผู้ประท้วงฝ่ายค้านอย่างรุนแรงของพรรครัฐบาล และปัญหาชายแดนกับเอริเทรีย
เอธิโอเปียยังคงเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดอันดับสองของโลก ตามรายงานของ 2014 global Multidimensional Poverty Index (MPI) โดย Oxford University เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2557
ตามรายงานของ World Investment Report 2014 โดย UN Conference on Trade and Development (UNCTAD) พบว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment -FDI) ในปี 2013 สูงถึง 953 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หน่วยเงินตรา เบอร์เอธิโอเปีย (ETB) 1 ETB = 1.68 บาท (11 ธันวาคม 2556)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 38.2 พันล้าน USD (ไทย: 385 พันล้าน USD)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 541 USD (ไทย: 5,647 USD)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 7.1 (ไทย: ร้อยละ 2.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.1 (ไทย: ร้อยละ 2.2)
เงินทุนสำรอง 3.389 พันล้าน USD (ไทย 167.1 พันล้าน USD)
ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ แพลทินัม ทองแดง โปแตช ก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ
อุตสาหกรรมที่สำคัญ การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องหนัง เคมีภัณฑ์ การแปรรูปโลหะ ซีเมนต์
สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ ทอง ผลิตภัณฑ์จากหนัง สิ่งมีชีวิต เมล็ดพืช
สินค้านำเข้าที่สำคัญ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ด้ายและเส้นใย เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกล
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไปจีน เยอรมนี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ซูดาน เบลเยียม นำเข้าจากจีน ซาอุดิอาระเบีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา
ความสัมพันธ์
ความสัมพันธ๋ด้านการเมือง
ไทยมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับเอธิโอเปีย โดยไทยเห็นความสำคัญของเอธิโอเปียในฐานะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหภาพ แอฟริกาและเป็นเสมือนเมืองหลวงของทวีปนี้ รวมทั้งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญใน Horn of Africa ส่วนเอธิโอเปียเห็นความสำคัญของไทยในฐานะมิตรประเทศที่เป็นตัวอย่างในการพัฒนา
ความสัมพันธ์ด้านการทูต
ไทยและเอธิโอเปียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2507 (ค.ศ. 1964) และในปีเดียวกันไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา แต่ต่อมาในปี 2524 (ค.ศ. 1981) ไทยได้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบาลง เนื่องจากความไม่สงบภายในเอธิโอเปีย ปัจจุบัน ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโรมีเขตอาณาครอบคลุมเอธิโอเปีย ในขณะที่เอธิโอเปียได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเอธิโอเปียประจำสาธารณรัฐอินเดีย มีเขตอาณาครอบคลุมไทย
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้า
ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเอธิโอเปียเติบโตขึ้นเป็นลำดับ โดยส่วนใหญ่ไทยส่งออกมากกว่าการนำเข้า จึงอยู่ในฐานะได้เปรียบดุลการค้าตลอดมา สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาลทราย เม็ดพลาสติก ข้าว เสื้อผ้าสำเร็จรูป รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้า ได้แก่ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การค้าระหว่างไทยและเอธิโอเปียในปี 2554 (ค.ศ. 2011) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 81.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินค้าส่งออกจากไทยมูลค่า 72.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 9.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 62.54ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การลงทุน
ปัจจุบันไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน
การท่องเที่ยว
ชาวเอธิโอเปียเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นจาก 8,997 คน ในปี 2552 (ค.ศ. 2009) เป็น 15,129 คน ในปี 2553 (ค.ศ. 2010) เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.1 โดยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์รับการบริการด้านสุขภาพในไทย เนื่องจากไทยมีมาตรฐานการรักษาพยาบาลและการบริการที่มีคุณภาพที่ดี ค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก มีสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ ที่บินตรงมาไทย และสามารถสามารถขอรับการตรวจลงตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ในปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชนไทย 5 แห่ง (บำรุงราษฏร์ พญาไท เวชธานี กรุงเทพ และปิยะเวท) ได้ตั้งสำนักงานผู้แทนที่กรุงแอดดิสอาบาบา
ด้านวิชาการ
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศเอธิโอเปีย ในรูปของทุนฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course: AITC)
ความตกลงที่สำคัญๆ กับไท