ปริบทคือสถานการณ์ที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของผู้รวมสนทนาซึ่งรวมทั้ง คําพูดและภาษาท่าทาง สิ่งที่กล่าวถึง และผลของคําพูด (ตามความหมายของ Firth, 1957) พรอมกันนี้ Firth ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งภาษาศาสตร์สมัยปจัจุบันของภาษาอังกฤษ ก็ได้ พูดถึงความสัมพันธ์ของปริบทว่า:
Logicians are apt to think of words and propositions as having ‘meaning’ somehow in themselves, apart from participants in contexts of situation. Speakers and listeners do not seem to be necessary. I suggest that voices should not be entirely dissociated from the social context in which they function and that therefore all texts in modern spoken languages should be regarded as having ‘the implication of utterance’, and be referred to typical participants in some generalized context of situation.
(Firth, 1957: 226)
กล่าวสั้น ๆ ก็คือ Firth คิดวาเมื่อจะตีความหมายของคําพูดจะตองพิจารณาถึงปริบท เป็นสําคัญ ในทํานองเดียวกัน Hymes (1962) ก็ได้ให้ความสําคัญของปริบทไว้อย่าง
(i) บุคคลผูรวมในบทสนทนา ซึ่งรวมทั้งผู้พูดหรือผู้เขียน (addressor) และ ผู้ฟังหรือผู้อ่าน (addressee) พรอมทั้งพื้นความรูของผู้รวมสนทนาด้วย
(ii) หัวขอ (topic) ของการสนทนา
(iii) สถานที่และเวลาของบทสนทนา (setting) พรอมทั้งภาษาทาทางของผู
รวมสนทนา
(iv) ภาษาที่ใช้ในการสนทนา(channel) อยู่ในรูปใดคือเป็นภาษาพูดภาษา
เขียน ป้ายประกาศ หรือเครื่องหมายบงบอกเชิงสัญลักษณ์
(v) ภาษาที่พูด (code) เป็นภาษาถิ่น (dialect) ใด ลีลาการพูด (style) เป็น
อย่างไร
(vi) ลักษณะของคําพูดอยูในรูปแบบ (message form) ใด เช่น เป็นจดหมาย
รัก การเทศนา การเล่านิทาน บทกลอน เป็นต้น
(vii) สถานะการณหรือพิธีที่คําพูดนั้น ๆ เกิดขึ้น (event) เชน ในพิธีแตงงาน
ในพิธีสวดมนต์ เป็นตน
(viii) จุดประสงค์ของการพูด (purpose)