พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559 เวลา 20.15 น.
สวัสดีปีใหม่ครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
ปีใหม่นี้ผมขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันก้าวข้ามความขัดแย้ง คดีความต่างๆ ก็ใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ดำเนินการเป็นอิสระ พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ขอให้ปีใหม่นั้นเป็นปีแห่งความสุข มีแต่ความสุขความสมหวัง อนาคตที่สดใส เป็นปีแห่งการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ เสริมสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ เพื่อจะช่วยกันสร้างสรรค์และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้มีความสงบสุข ร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร สำหรับรัฐบาลนั้น ขอความเข้าใจ ความร่วมมือ จากประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย ทุกพวก ที่เป็นทรัพยากรมนุษย์สำคัญของชาติ และจากทุกภาคส่วน ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศของเรา ภายใต้ฟันเฟือง “ประชารัฐ” ของเรา เพื่อจะสร้างบ้านแปลงเมือง ให้เจริญรุดหน้าในทุก ๆ ด้าน เพื่อความมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประชาชนทุกคนมีความพึงพอใจ มีความสุข
ในศักราชใหม่นี้ ผมขอนำเรื่องดี ๆ มาฝากพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เพื่อเป็นกำลังใจ เป็นเครื่องยืนยันว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไม่ได้” ทุกคนคงจำ “มนุษย์เพนกวิน” ได้ คือนายเอกชัย วรรณแก้ว ที่แม้ไร้แขนทั้งสอง แต่เป็นตัวอย่างของการไม่ยอมแพ้ สู้ชีวิต คิดบวก และที่สำคัญคือ ไม่ทำตนให้เป็นภาระสังคม แต่กลับสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้งดงาม ในขีดความสามารถและข้อจำกัดด้านร่างกายของตนเอง ไม่ให้เป็นอุปสรรค วันนี้เขาได้พิชิตยอดเขาคิลิมันจาโร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา มีความสูงกว่า 5,895 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เพื่อวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา และร้องเพลงสดุดีมหาราชา ด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ จนลืมความเหนื่อยและความหนาวไปชั่วขณะหนึ่ง สิ่งที่คุณเอกชัยฝากบอกกับสังคมไทยและชาวโลกคือ ความสำเร็จครั้งนี้มาจากศรัทธาอันแรงกล้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว เขาบอกอีกด้วยว่า “อย่าเพิ่งท้อแท้ ตราบใดถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ” และ “การปีนเขา ไม่ได้ใช้ร่างกายเป็นหลัก แต่ว่าใช้ใจ ถ้าใจถึง อย่างอื่นจะตามมาเอง” ซึ่งผมเห็นว่าเป็นพลังในการทำงานของผมต่อไป
วันนี้ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่นั้น ยกตัวอย่างมาสร้างรายได้ เข้าหมู่บ้านโดยรวมวันละกว่า 2 แสนบาท อาจจะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ตั้งหลายอย่าง ที่ต้นทุนสูง ขายได้น้อย ราคาตกต่ำ ทำไมเราจะต้องไปทำสิ่งที่ เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ให้เลิก คงต้องทำอยู่ อย่างไรเราก็ต้องอยู่ต้องใช้ ต้องกิน แต่ต้องมี่รายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น นายธนนน ธีระวงศ์ไพศาลกุล จบการศึกษาปริญญาตรี กลับมายึดอาชีพทำการเกษตร ตามรอยบรรพบุรุษที่บ้านเกิด ผมเห็นหลายรายแล้ว บางคนก็จบวิศวกรบ้าง จบคุรุศาสตร์ อักษรศาสตร์ อะไรเหล่านี้ หรือจบนิติศาสตร์ ตอนนี้หลายรายกลับมาทำการเกษตร เกษตรแนวใหม่ Smart Farmer อะไรก็แล้วแต่ ที่เราเรียกกัน เพื่อเป็นการสืบสานตามรอยของบรรพบุรุษที่บ้านเกิด แล้วก็รู้ถึงความอะไร ปัจจัยต่าง ๆ ในเรื่องของปัญหาภัยแล้ง-ราคาข้าวที่ตกต่ำ การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีพิษ ก็หันมาปลูกเมลอนปลอดสารพิษ ในโรงเรือนขนาด 72 ตารางเมตร ก็ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร ลงทุนไม่มากนัก ใช้ระบบน้ำหยด สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก จะทำอะไรก็แล้วแต่ถ้าจะใช้สารเคมี ท่านจะใช้ยาฆ่าแมลง นึกถึงคนรับประทานเขาด้วย แล้ววันหน้าเราปลูกได้ เรารับรองได้ กำหนดมาตรฐานได้ กำหนดพื้นที่ได้ ราคามันสูงเอง ขายต่างประเทศเขาก็ต้องการหมด เขาจะดูว่าเราใช้สารเคมีหรือเปล่า ก็พยายามหน่อย ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เมล่อนที่ว่านี่ถูกจองไปหมดแล้ว จองล่วงหน้า ยังไม่ออกผล ก็จองแล้ว หรือออกมาเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็จองหมด แล้วมีออเดอร์เข้ามาไม่ขาดสายเลย
นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราทำได้มากกว่านั้น อย่าไปกลัวการตลาด อย่าไปกลัวว่าไม่มีเงินทุน ก็มารวมกลุ่มกันให้ได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะเข้าไป แต่ถ้าเข้าไปทุกราย ๆ มันคงเป็นไปไม่ได้ ก็สมัครใจกันมาแล้วกัน ก็ไปเรียนรู้เอาเองจากเพื่อนบ้านที่เขาทำสำเร็จแล้ว ถ้ามันไกลไปดูลำบากก็ ผมก็เลยบอกไปทำในพื้นที่เขาได้เลย อย่างเช่นเมื่อกี้นี้ ตำบลหมู่บ้านไหนก็ตามเขามี คนในหมู่บ้านแถวนั้นก็ควรจะได้เห็นแล้วก็ทำเป็นตัวอย่าง ก็จะดีไปทั้งหมู่บ้าน นี่เขาเรียกว่า ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งจะต่อเนื่องเชื่อมโยงกับศูนย์การเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ต้องสร้างความเชื่อมโยงแบบนี้ ของประชาชน ของรัฐ แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เราจะได้สร้างการเรียนรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศได้ด้วย ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ ที่สุจริต มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเอง เราต้องระวัง โลกเปลี่ยนแปลงทั้งหมด อากาศเปลี่ยนแปลง
ผมอยากเห็น การแสวงหาความรู้ มากกว่าใช้ประสบการณ์อย่างเดียว เราจะต้องส่งเสริมการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “ประชารัฐ” ผมพูดบ่อย ประชารัฐ เพราะว่าประชาชนนี่เป็นผู้ที่กำหนดอนาคตของตนเองด้วย แล้วรัฐเป็นผู้สนับสนุน ในแต่ละพื้นที่ รัฐบาลมีศูนย์อยู่แล้ว “ศูนย์บริการประชาชนด้านการเกษตร” เป็นสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 9 แห่ง สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 แห่ง สำนักงานเกษตรอำเภอ 882 แห่ง บอกมาว่าสำนักงานไหนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือว่าไปถามแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ก็ไปถามท่านผู้ว่าราชการก่อน จากนั้นก็เดี๋ยวกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯเขาจะไปดูเอง แล้วท้ายสุด ถ้ายังแก้ไขอะไรไม่ได้ แจ้งมานายกรัฐมาตรี เดี๋ยวจัดการให้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อีก 36 แห่ง และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยี การเกษตร 14 แห่ง รวมทั้งสิ้น 1,018 แห่ง ทั่วประเทศ นี่ทำแล้ว บางคนยังไม่ทราบเลย บอกไม่รู้จะไปเรียนรู้ที่ไหน แต่จริง ๆ แล้วก็ไปเรียนกันบ้างแล้ว แต่ไปเรียนมาแล้ว บอกทำไม่ไหว ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ กลับมาก็ทำแบบเดิม มันก็เสียหายอยู่แบบเดิม เราให้บริการทั้งหมด ถ่ายทอดเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการ รับเรื่องร้องเรียน ของเกษตรกรและประชาชนอีกด้วย กำลังให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ไปดูในพื้นที่เพาะปลูก ก็ไปเลือ