วัคซีนบีซีจีเป็นวัคซีนป้องกันวัณโรคเพียงชนิดเดียวในปัจจุบัน มีใช้มานานกว่า 80 ปี วัคซีนบีซีจีผลิตเป็นครั้งแรกโดย Albert Calmette และ Calmille Guerin แห่งสถาบันปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส โดยใช้เชื้อMycobacterium bovis ซึ่งได้จากฝีที่เต้านมของวัว ซึ่งเพาะเชื้อโดยคนชื่อ Nocard จึงเรียกว่า Nocard strain วัคซีนได้รับชื่อตามผู้ผลิตว่า Bacillus Calmette Guerin หรือเรียกโดยย่อว่า BCG
Calmette และ Guerin ผลิตวัคซีนบีซีจีจากการทำให้ Nocard strain อ่อนฤทธิ์ลง โดยเพาะเชื้อหลาย ๆ ครั้งในอาหารเพาะเชื้อ ซึ่งประกอบด้วย กลีเซอรอล-มันฝรั่ง-น้ำดี เนื่องจากในขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความยากลำบาก จากความขาดแคลนมันฝรั่ง และการหนีภัยสงคราม จึงใช้เวลานานถึง 13 ปี และมีการเพาะเชื้อซ้ำ ๆ ถึง 230 ครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 2451-2464 เมื่อสงครามสงบลง และวัณโรคระบาดหนัก จึงได้มีการนำวัคซีนที่ได้นี้มาใช้ หลังจากที่ทดลองในสัตว์แล้ว พบว่าไม่ก่อให้เกิดอันตราย พ.ศ. 2464 ได้มีการนำวัคซีนมาใช้เป็นครั้งแรก โดยให้ทางปากแก่เด็กแรกเกิดที่แม่ตายจากวัณโรค เมื่อพบว่าเด็กคนนั้นไม่ได้รับอันตรายจากวัคซีน และไม่เป็นวัณโรค จึงได้ให้แก่ทารกแรกเกิดจากแม่ที่เป็นวัณโรครุนแรงคนอื่น ๆ ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป โดยให้แม่ของเด็กเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้เด็กรับวัคซีนหรือไม่ ระหว่าง พ.ศ. 2464-2467 มีการให้วัคซีนนี้แก่เด็กทางปากมากกว่า 300 คน จากการประเมินพบว่า เด็กที่ได้รับวัคซีนมีอัตราการติดเชื้อวัณโรคน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน ต่อมาจึงมีการให้วัคซีนแก่ทารกในประเทศอื่น ๆ ในแถบทวีปยุโรป และประเทศนอกทวีปยุโรปในระยะต่อมา จากการที่พบว่าการให้วัคซีนโดยการฉีดเข้าผิวหนัง หรือเข้าใต้ผิวหนังทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อทูเบอร์คูลิน (ซึ่งขณะนั้นเชื่อว่าเป็นตัวชี้วัดการเกิดภูมิต้านทาน) ได้ดีกว่า จึงได้เปลี่ยนวิธีการเป็นการฉีด และการฉีดเข้าผิวหนังเป็นวิธีที่ถูกเลือกใช้ต่อมาถึงปัจจุบัน เพราะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนน้อยกว่าวิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
วิธีการผลิตวัคซีนบีซีจีของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปบ้าง และอาจจะใช้เชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน แต่หลักเกณฑ์ที่สำคัญก็คือ เชื้อที่นำมาทำวัคซีนจะต้องถ่ายทอดติดต่อกันมาจาก Bacillus ของ Calmette และ Guerin เท่านั้น วัคซีนที่ผลิตได้จะต้องมีคุณภาพแรงพอที่ให้ผลในการสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคได้ดี และไม่แรงเกินไป จนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้
วัคซีนบีซีจีต้องฉีดให้เด็กแรกเกิดทุกคน ภูมิคุ้มกันจะเกิดภายหลังฉีด 4-6 สัปดาห์ และอยู่ไปได้นานประมาณ 10 ปี วัคซีนจะให้ผลในการป้องกันวัณโรคได้ประมาณ 80% โดยเฉพาะวัณโรคเยื่อหุ้มสมองในเด็ก
วัคซีนบีซีจีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชนิดแห้งเก็บได้นาน 3 ปี ในที่อุณหภูมิ 2-8 °C โดยไม่ให้ถูกแสง เพราะเชื้อบีซีจีที่มีอยู่ในวัคซีนจะตายได้ถ้าถูกความร้อนและแสง ทำให้วัคซีนเสื่อมคุณภาพลง เวลาใช้ให้ละลายวัคซีนด้วยน้ำเกลือนอร์มัล 1 มล. ส่วนของวัคซีนที่ละลายแล้วเหลือให้ เก็บไว้ได้เพียง 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องทิ้งไป
วิธีการฉีด ใช้ฉีดเข้าผิวหนัง (intradermal) จำนวน 0.1 มล. ปฏิกิริยาภายหลังฉีด จะมีตุ่มนูน 6-8 มม. และหายไปในไม่ช้า แต่ราวสัปดาห์ที่ 2 หลังฉีดจะมีตุ่มนูนเกิดขึ้นและแตกออกเป็นแผลเล็ก ๆ มีหนอง ซี่งจะเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะหายไปเหลือแต่รอยแผลเป็นขนาดเล็ก
สำหรับประเทศไทยได้เริ่มผลิตวัคซีนบีซีจีตั้งแต่ พ.ศ. 2496 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานตึกมหิดลวงศานุสรณ์ ให้แก่สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เพื่อเป็นสถานที่ค้นคว้าและทดลองผลิตวัคซีนบีซีจีขึ้นใช้เองภายในประเทศ ต่อมาจนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นระยะ ๆ ทั้งทางด้านสถานที่ผลิต และเครื่องมือผลิตที่จัดซื้อเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ รวมทั้งการพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ได้วัคซีนที่มาจากการผลิตตามหลักเกณฑ์ของ GMP และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก