ชุมชนคีรีวงสามารถสืบประวัติย้อนไปได้กว่า 300 ปี โดยทหารที่กลับจากสงครามเมืองไทรบุรี ได้นำครอบครัวผู้คนกลุ่มหนึ่งล่องเรือมาตามลำคลองท่าดี จนพบทำเลที่เหมาะสม มีภูเขา มีป่า มีแม่น้ำ 3 สาย จึงก่อตั้งชุมชนและให้ชื่อว่า “บ้านขุนน้ำ”
หมู่บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลวงด้านทิศตะวันออก ราษฎรมีอาชีพทำสวนผลไม้ ชุมชนชาวคีรีวง มีชีวิตสันติสุขในสังคมแบบเครือญาติ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก พรรณไม้ และสัตว์ป่า
วิถีชีวิตของผู้คนในอดีตพึ่งพากับการหาของป่า ล่าสัตว์ เก็บไม้ผล บรรทุกเรือล่องไปขายนำเงินมาแลกซื้อข้าวสาร กะปิ เกลือ กับผู้คนแถบปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ จนถึงปากนคร ผลไม้ป่าที่มีคุณภาพก็ได้รับการคัดเลือกนำเมล็ดมาเพาะปลูกในป่าโดยการแผ้วถาง ปลูกแบบ “สมรม” ผสมผสานทั้งมังคุด ทุเรียน ลางสาด หมาก พลู จำปาดะ ไม้พื้นล่างเป็นพืชสมุนไพร ชุมชนก็เริ่มขยายตัว มีการสร้างวัด ณ บริเวณเจดีย์เก่า ให้ชื่อว่า วัดคีรีวง
ชุมชนคีรีวงประสบกับภัยต่าง ๆ มากมาย ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยจากการเมืองการปกครอง สรุปพอสังเขป ดังนี้
ปี พ.ศ. 2505 จังหวัดนครศรีธรรมราชประสบวาตภัย ต่อเนื่องมาจากแหลมตะลุมพุก สวนไม้ผล บ้านเรือนเสียหายหมด
ช่วงปีพ.ศ. 2506 ผู้คนในชุมชนคีรีวงถูกเพ็งเล็งจากทางการว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก
ปี 2518 ชุมชนคีรีวงประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สืบเนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการตัดไม้ทำลายป่า
จากภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องมา ประกอบกับระบบการผลิตของชุมชนถูกกดขี่โดยพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งการส่งบุตรหลานไปเรียนต้องใช้เงินมาก ทำให้ต้องเสียที่ดินให้กับนายทุน ดังนั้น ในปี 2523 ผู้นำชุมชนคีรีวงได้พยายามเสาะแสวงหาวิธีการช่วยเหลือชาวบ้าน จนได้พบกับแนวทางกลุ่มออมทรัพย์สัจจะจากการพัฒนาชุมชน จึงได้นำมาริเริ่มในคีรีวง เริ่มจากสมาชิก 51 คน ทุนเริ่มต้น 35,000 บาท จนปัจจุบันมีทุนกว่า 40 ล้านบาท
ต่อมาชุมชนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นหมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง มีการส่งหมู่บ้านเข้าประกวดซึ่งชนะตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ภาค และในปี 2529 ก็ชนะระดับประเทศ ทำให้มีผู้คนมากมายเข้ามาศึกษาดูงาน
เมื่อปี พ.ศ. 2531 หมู่บ้านคีรีวงประสบเหตุน้ำป่าไหลหลาก น้ำป่าทะลักพร้อมดิน โคลน ทราย และไม้ซุงจากเทือกเขาหลวงไหลบ่ามาทับถมทำลายบ้านเรือน วัด โรงเรียน ชีวิตผู้คนล้มตาย เกิดความเสียหายมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร์ได้รับผลกระทบมาก ทางราชการได้แนะนำให้อพยพไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในที่ที่ปลอดภัย แต่ราษฎรไม่ยอมโยกย้ายไปจากถิ่นเดิมของบรรพบุรุษ เพราะมีชีวิตผูกพันจนละทิ้งถิ่นฐานไม่ได้ จวบจน นายปราโมทย์ ไม้กลัด (ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา) ได้เข้ามาสำรวจข้อมูลและมีความเห็นเช่นเดียวกับชาวบ้าน และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชทานเงินมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อให้นำมาแก้ไขปัญหาในการป้องกันภัยพิบัติทางน้ำในระยะยาว