สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จาก Nagasaki Shorterm Program ฉันสามารถแยกได้เป็นสองประเด็นหลัก
1.คือประเด็นด้าน Human security 2.คือประเด็นด้าน Global Health
โดยเรื่องราวเหล่านี้ฉันเรียนรู้ผ่านการเรียนในห้องและออกไปสัมผัสพื้นที่จริง โดยในอดีตนั้นนางาซากิเป็นเมืองท่าแห่งการค้าขายที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างชาวจีน ชาวดัตช์ และศาสนาคริสต์อย่างมาก แต่ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนางาซากิ ได้ถูกถล่มโดยระเบิดปรมาณู (Atomic Bombing) ทุกสิ่งที่สวยงามทั้งบ้านเรือน ผู้คน เกิดการสูญเสียและล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก บางคนที่รอดตายก็ต้องอยู่กับความทรงจำในอดีตที่ไม่อาจลืมได้ ดั่งในแลคเชอร์ ที่มีการกล่าวถึงคำว่า forgive but not forgot จากเหตุการณ์ดังกล่าวมนุษย์จึงตระหนักมากขึ้นในเรื่องราวสันติภาพ ความสงบสุข จนนำมาสู่ประเด็นเรื่องราว Human security ที่มีหลักสำคัญ กล่าวว่า Freedom from fear ,freedom from want and freedom to live in dignity ซึ่งถ้าทำได้จะเป็นผลดีต่อมนุษยชาติทั้งหลาย
ประเด็นสำคัญต่อมาคือเรื่อง Health ฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะคนถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศดังนั้นถ้า คนแข็งแรงย่อมมีศักยภาพที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ในประเด็นนี้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเป้าหมายสุขภาพในอนาคต ระบบสุขภาพของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งฉันคิดว่าเป็นระบบที่ดีมาก เพราะครอบคลุมตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ และเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับMidwife ซึ่งที่ในประเทศฉันไม่มีระบบการดูแลเช่นนี้ จากข้อมูลที่เห็น 99%ของแม่ที่ตั้งครรภ์ในไทยจะคลอดที่โรงพยาบาลเป็นหลัก รวมทั้งระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุซึ่งเป็นการให้บริการที่เยี่ยมมาก และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต เพราะกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับโรคมินามาตะ ซึ่งเกิดจากพิษจากสารปรอทถูกปล่อยออกมาจากการทิ้งน้ำเสียของบริษัทCHISSO และปนเปื้อนในปลาและหอยเมื่อรับประทานเข้าไป สะสมจำนวนมากก็เกิดโรคมินามาตะ ซึ่งโรคนี้ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของผู้ป่วย โรคมินามาตะทำให้คนตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถป้องกันได้