ค่าเงินบาทกับการลงทุน
ประเด็นร้อนที่คงเป็นที่กล่าวถึงค่อนข้างมากในช่วงนี้ คงจะมีไม่พ้นกระแสเรื่องของค่าเงินบาท ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึง
กลางเดือนเมษายน ค่าเงินบาทแข็งค่าไปแล้วกว่า 6% เกือบจะสูงที่สุดในภูมิภาค แม้ว่าจะอ่อนค่าลงบ้างในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อเปรียบเทียบ
ตั้งแต่ต้นปีแล้ว ค่าเงินบาทก็ยังคงแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 4%
นอกจากผู้ส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งทำให้รายได้ที่รับกลับคืนมาจากการส่งออกในรูปสกุลเงินบาทปรับตัวลดลงแล้ว ในแง่ของผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่มีการลงทุนในต่างประเทศ ก็ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากจะเกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามากระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในภาพรวมให้ลดลง
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นไปแล้วกว่า 12% ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ แต่เมื่อแปลงกลับมาเป็นค่าเงินบาทแล้ว ผลตอบแทนจะเหลือเพียงแค่ประมาณ 8% หรือมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 4% ที่มาหักลบทำให้ผลตอบแทนที่ควรจะได้ลดลงหรือหากการลงทุนในต่างประเทศมีผลขาดทุน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยิ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนขาดทุนมากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นทองคำ โดยราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปี ปรับตัวลงมาประมาณ 11% แต่ราคาทองคำแท่งในประเทศ กลับปรับตัวลดลงมากถึงประมาณ 15% เนื่องจากมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเพิ่มเติมนั่นเอง
ในทางตรงกันข้าม ในภาวะที่ค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลงมา การลงทุนที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศ ก็จะมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2548 เงินบาทอ่อนค่าลงมากว่า 5% ราคาทองคำแท่งในประเทศไทย มีการปรับตัวขึ้นไปประมาณ 24% ในขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเพียงประมาณ 18% เท่านั้น
เนื่องจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นตลาดที่มีความผันผวนมาก การที่จะเก็งหรือคาดการณ์ว่า จะได้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน อาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในการลงทุนในต่างประเทศ จึงควรมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทตราสารอนุพันธ์ อาทิ สัญญาฟิวเจอร์ ฟอร์เวิร์ด หรือสวอป ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศได้