เพิ่มเติมนิดหน่อยแล้วกันครับ NMR เป็นเทคนิคทางสเปคโตรสโคปีที่ใช้กันในทางเคมีอนินทรีย์ (ทั้ง inorganic และ organometallic chemistry) มากเช่นกัน เทคนิคนี้สามารถใช้วิเคราะห์ปริมาณและโครงสร้างในสารละลาย (solution structure) ของสารประกอบเหล่านี้ได้
หลักการคร่าว ๆ ของเทคนิคนี้ก็คือ (สมมติว่าเป็น 1H NMR ก่อนก็แล้วกันนะครับ เพราะยังมีเทคนิค อื่น ๆ อีกมาก เช่น 13C, 19F, หรือ 31P) การพิจารณาที่โมเลกุลหนึ่ง ๆ ในโมเลกุลก็ประกอบด้วยอะตอมใช่ไหมครับ และก็เป็นที่ทราบกันว่าในอะตอมก็มีทั้งนิวเคลียสและอิเลคตรอน จากหลาย ๆ กระทู้และที่เรียน ๆ มาก็น่าจะเห็นได้ว่าอิเลคตรอนมี spin quantum number หรือเรียกสั้น ๆ ว่า spin ก็แล้วกัน ในขณะเดียวกันในนิวเคลียสก็มี nuclear spin ด้วย เทคนิคทาง NMR พิจารณาที่ nuclear spin เป็นหลัก เช่นอะตอมของไฮโดรเจนหรือปกติจะเรียกว่าโปรตอน (1H) ในศัพย์ทาง NMR จะมี nuclear spin เท่ากับ 1/2 วิธีทาง NMR ก็คือมีการใช้รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่อยู่ในช่วงคลื่นวิทยุ (ถึงเรียกว่าเป็นเทคนิคทาง spectroscopy ไงครับ) เข้าไปกระตุ้น (excite) อะตอมในสารประกอบตัวอย่างที่อยู่ในสนามแม่เหล็กที่กำหนดไว้ (สนามแม่เหล็กนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ระดับพลังงานของ nuclear spin ไม่เป็น degenerate คือพลังงานไม่เท่ากันอีกต่อไป เพราะ nuclear spin ก็มี magnetic components) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มากระตุ้นก็จะทำให้พลังงานของ nuclear spin ของอะตอมที่พิจารณานั้นถูกกระตุ้นไปยังอีกระดับพลังงานหนึ่ง (energy transition) ซึ่งความแตกต่างของระดับพลังงานนี้จะแสดงออกมาเป็นค่าของ chemical shifts อย่างไรก็ดีเทคนิคทาง NMR นี้ซับซ้อนกว่าที่กล่าวมามากเพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาอีกเช่น pulse techniques และ relaxation ของนิวเคลียสหลังจากถูกกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึง coupling หรือ interaction ระหว่าง nuclear spin ด้วยกันเองในโมเลกุลหนึ่ง ๆ ทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า hyperfine splitting ซึ่งสามารถช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์ถึงสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ของอะตอมที่พิจารณาอยู่ได้