“ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ได้อุทิศตัวเองแก่การต่อสู้เพื่อประชาชนแอฟริกัน ข้าพเจ้าต่อต้านผู้ปกครองผิวขาว และก็ต่อต้านผู้ปกครองผิวดำ ข้าพเจ้ายินดีต่อประชาธิปไตยอันเป็นอุดมคติและสังคมอันเสรี ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติและด้วยความเสมอภาค นี่คืออุดมคติอันข้าพเจ้าหวังจะมีชีวิตอยู่ให้ถึง แต่หากจำเป็น ข้าพเจ้าก็พร้อมจะตายเพื่ออุดมคตินี้"
เจ้าของคมวาทะที่กลั่นมาจากประสบการณ์อันสุดแสนเจ็บปวดข้างต้นก็คือ เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในรอบร้อยปี อดีตประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ที่มาจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผู้เป็นตำนานของวีรบุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักสู้เพื่อความเสมอภาค นักสู้เพื่อยุติการเหยียดผิวและการครอบงำของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้มายาวนานถึง 350 ปี ด้วยการให้อภัยอันยิ่งใหญ่และสถาปนารัฐที่คนทุกสีผิวได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์
จากการที่ได้ศึกษาแนวทางความคิดของแมนเดลานั้น ทำให้ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับแนวทางของแมนดาลา ที่มีอิทธิพลในวิธีคิดและวิธีการนำการเปลี่ยนแปลงสันติและสมานฉันท์ ด้วยบุคลิกภาพของแมนเดลาเป็นผู้ที่ไม่เกรงกลัว เป็นผู้ที่มีความกล้า มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่มีความเชื่อในความยุติธรรม อีกทั้งเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อความพยายามของตนเองในการสร้างความสันติและสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน ในขณะที่แมนเดลาเองก็เน้นการสร้างความปรองดองระหว่างหลากหลายเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ ซึ่งเนลสัน แมนเดลา นั้นต่อสู้กับความอยุติธรรม การเหยียดผิว ที่รุนแรงสุดๆ ในประเทศอัฟริกาใต้ แต่ไม่ต่อสู้หรือเคียดแค้น คนขาว ที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเหยียดผิว ท่านต่อสู้กับระบบ ไม่ต่อสู้กับคน เอาชนะระบบ ไม่เอาชนะคน..... เปรียบเสมือนกับเป็นบิดาของพลเมืองของประเทศตน ในขณะที่แมนเดลาก็ได้รับการเรียกขานเป็น Tata ที่แปลว่าบิดาเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าพบว่าแมนเดลาเชื่อว่าในบางครั้ง บางสถานการณ์การใช้ความรุนแรงก็เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับรัฐบาลที่ใช้หลักความรุนแรง ที่แมนเดลาต้องใช้ความรุนแรงนั้น เพื่อเป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลงสังคมแอฟริกาใต้ ให้พ้นจากการปกครองของคนผิวขาว ที่ใช้นโยบายต่อต้านคนผิวดำ ที่รู้จักกันในนาม Apartheid อย่างเด็ดเดี่ยวด้วยอหิงสา ไม่แก้แค้น ไม่ตอบโต้ และ ไม่เรียกร้องขอความเห็นใจ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าถึงในเรื่องของแมนเดลาในเรื่อง คือ เจ้าของสูตร “ความปรองดอง” ที่คนไทยควรจะเรียนรู้ และนำมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมอย่างน่าสนใจยิ่ง เพื่อเป้าหมายแห่งความยุติธรรมและเสมอภาคภายในสังคมไทย ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่า คุณสมบัติอันประเสริฐในด้านอหิงสา ของท่าน ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่มาพัฒนาขึ้นตามประสบการณ์และการเรียนรู้ในชีวิต ดังนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วยที่แมนดาลาสมควรที่สมจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เนื่องจากแมนดาลานั้น...เป็นตัวอย่างทีมีคุณค่าแห่งการเรียนรู้ ต่ออนุชนชาวโลก เป็นบรรทัดฐานที่ดี ในการเสียสละของผู้นำชาดิบ้านเมือง ประเทศชาติ และทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก ในฐานะที่แมนดาลาคือ who he hailed as a man of "courage, principle and unquestionable integrity"
หลังจากได้เรียนวิชานี้ ข้าพเจ้ามีแนวคิดเกี่ยวกับ “มนุษย์และอิสรเสรีภาพ”ในปัจุบันที่ว่า ศาสนาถือว่าเป็นเรื่องของจิตใจที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ เพราะศาสนาเกิดจากความเชื่อและประสบการณ์ของมนุษย์ที่ต้องการความมั่นใจและความปลอดภัยของมนุษย์ที่ต้องการความมั่นใจและความปลอดภัยจากความเชื่อถือ และอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความต้องการ การที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน ตลอดจนมีผู้เป็นต้นแบบการก้าวข้ามความกลัว นอกเหนือจากเป็นต้นแบบการสร้างความสมานฉันท์ผ่านการให้อภัย ดุจเดียวกับการต่อสู้ตามแนวทางอหิงสาของตัวแทนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เราต้องไม่ลืมว่าสิทธิ์เสรีทางศีลธรรมเป็นส่วนสำคัญยิ่งในแผนของศาสนาแห่งสิทธิ์เสรี ขณะที่ดำเนินไปตามทางแห่งเสรีภาพทางวิญญาณในสุดท้ายนี้ เราต้องเข้าใจว่าการใช้สิทธิ์เสรีของเราอย่างซื่อสัตย์ขึ้นอยู่กับการมีอิสรภาพทางศาสนาของเรา เกี่ยวกับอิสรภาพทางศาสนามันคืออะไรและเหตุใดจึงสำคัญต่อชีวิตและวิถีทางของเราเอง ดั้งนั้นมนุษย์จึงเป็นหลักมูลเหตุแห่งอิสรภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลก