ญานทัสสนะที่๑ (กิจอันควรรู้และปฏิบัติ ข้อที่๑) : ทุกข์ คือสภาพหรือสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ด้วยได้ยาก,ลำบาก สภาพทุกข์นั้น เกิดขึ้นมาจากเหล่าทุกขเวทนาอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้จากการผัสสะ และเกิดขึ้นจากเหล่าทุกขอริยสัจที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นด้วยนั่นเอง จึงล้วนเป็นทุกข์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ต้องเกิด,ต้องมี,ต้องเป็นเป็นธรรมดา ทุกขอริยสัจจึงเป็นทุกข์ชนิดที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงแท้เป็นที่สุดเป็นธรรมดาแก่ทุกรูปนาม ไม่ละเว้นอะไรๆแก่ใครๆทั้งสิ้น อันมี "ความเกิด๑ ความแก่๑ ความเจ็บ๑ ความตาย๑ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น๑ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก๑ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก๑ เหล่านี้เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์" เหล่านี้คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เนืองๆเป็นอเนก ถ้าโยนิโสมนสิการจะเห็นได้ว่าความทุกข์ทั้ง ๗ นี้ อันมี
๑. ความเกิด ทุกข์อันมีมาแต่การเกิดเช่น การเกิดอันเป็นทุกข์ นอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ถึง ๙ เดือน, สัญชาตญาณ(ญาณ-ความรู้ความเข้าใจที่มีมาแต่การเกิด)ต่างๆเช่นการรับรู้ในสัมผัส-รับรู้ความหิว, รับรู้ความเจ็บปวด ฯ ตลอดจนเมื่อมีความเกิดขึ้นมาแล้วจึงยังให้มีทุกข์และโทษที่เกิดแก่สังขารกายโดยธรรมหรือธรรมชาติ(อาทีนวะ) ทุกข์ที่ต้องดูแลรักษาเกิดตามมาอีกด้วย ถึงเวลาหิวกระหายก็ต้องขวยขวายหาให้กินให้ดื่ม ถึงเวลาก็ต้องให้เขาขับถ่าย ร่างกายก็ต้องดูแลชำระรักษา ฟันก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้เหม็นเน่าผุพัง ฯลฯ. มีทั้งอาชีวทุกข์ที่ตามมา อีกทั้งทุกขอริยสัจทั้ง ๖ ที่เหลืออยู่ก็พึงต้องเกิดตามมาเป็นธรรมดาโดยธรรม(ธรรมชาติ) ท่านจึงกล่าวว่า ความเกิดก็เป็นทุกข์แล้ว อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๒. ความแก่ ความทุกข์อันเกิดแต่ความแก่ ความเฒ่า ความชรา ความถดถอย ความวิตกกังวลอันเกิดแต่ในความชรา อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๓. ความเจ็บ ความทุกข์อันเกิดแต่ความเจ็บป่วย เจ็บไข้ ความเจ็บปวดอันเกิดแต่การกระทบผัสสะต่างๆทางโลก ความวิตกกังวลวุ่นวายใจในความเจ็บป่วยไข้ไปต่างๆนาๆ อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นทุกข์และโทษของสังขารกายที่เกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติ(อาทีนวะ)
๔. ความตาย ความทุกข์อันเกี่ยวกับความตาย ความกังวลในความตาย ความกลัวตาย ความวิตกกังวลในภพภูมิภายหลังความตาย อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๕. ความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ในสิ่งนั้น ความทุกข์อันเกิดแต่ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา แม้จะมีความสมหวังสมปรารถนาบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สุด ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา ย่อมต้องเกิดขึ้น อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา อันนับได้ว่าเป็นทุกข์ที่พบพานมากเป็นที่สุดทีเดียว
๖. การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความทุกข์อันเกิดแต่การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา อันย่อมเกิดขึ้นในการดำรงชีวิต แม้จะประสบกับสิ่งที่ชอบถูกใจบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สุด การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงต้องการ ย่อมต้องเกิดขึ้น อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๗. การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความทุกข์อันเกิดจากการพลัดพราก จากการเสื่อม แปรปรวน หรือการดับไป จึงเกิดการสูญเสียสิ่งต่างๆอันเป็นที่รักทั้งในบุคคล ตลอดจนวัตถุสิ่งของ อันเป็นที่รัก,ที่ชอบ,ที่หวงแหน อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
โยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่า ทุกข์ทั้ง ๗ นี้ครอบคลุมสรรพทุกข์ทุกอย่างประดามีในโลกนี้โดยบริบูรณ์ ครบถ้วนไม่บกพร่องแม้แต่น้อยหนึ่ง แต่ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงคือทั้งทุกขเวทนาและทุกขอริยสัจทั้ง ๗ นี้เป็นเหตุปัจจัยอันเป็นจริงและสำคัญยิ่ง และไม่สามารถหลบหนีได้ก็จริงอยู่ เพราะเป็นทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าทุกข์ธรรมชาติก็ได้ จึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ยังคงต้องเกิด ต้องมี ต้องเป็นเช่นนั้นเอง ดังเช่น กายกระทบโผฏฐัพพะอย่างแรงย่อมเกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดาโดยธรรมหรือธรรมชาติแก่ทุกรูปนาม และเช่นกันเมื่ออายตนะคือจิตกระทบกับธรรมารมณ์ชนิดเป็นทุกข์ย่อมก่อให้เกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดา ส่วนทุกขอริยสัจนั้นทุกชีวิตย่อมต้องประสบพบกับทุกข์ทั้ง ๗ นี้ทุกบุคคล เขา เราเช่นกัน เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายก็จะพบกับความเป็นจริงดังที่กล่าวมาทุกประการว่าเป็นสภาวธรรมหรือสภาวะทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ อันย่อมไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระบรมศาสดาและพระอริยะทุกท่านทุกพระองค์ก็จริงอยู่ และท้ายสุดพระองค์ท่านได้กล่าวสรุปลงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ครอบคลุมความทุกข์ทั้งปวงว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เพราะธรรมชาติเดิมๆแท้ๆของทุกข์ทั้ง ๗ แม้มันจะเป็นทุกข์จริงๆอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติเอง แต่ไม่เผาลนเร่าร้อนดังไฟนรกที่เผาอยู่ในหัวจิตหัวใจอย่างยาวนาน ทุกข์ทั้ง ๗ เหล่านี้ยังต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาร่วมด้วยจึงจะยังให้เกิดอุปาทานทุกข์อันแสนเผาลนเร่าร้อนดังกล่าวขึ้นได้ และความทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ดับไปนั้นก็คือ อุปาทานทุกข์ เหล่านี้นั่นเอง จึงไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ชนิดทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมขาติของชีวิตในการรับรู้การกระทบ(ผัสสะ)ในสิ่งต่างๆของชีวิตแต่อย่างใด ส่วนอุปาทานทุกข์อันแสนเร่าร้อนเผาลนนั้น ก็จำต้องมีเหตุปัจจัยอื่นร่วมอีกด้วย จึงจะเกิดขึ้นได้ อันเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาท อันคือ ตัณหา, อุปาทาน.....นั่นเอง จึงยังผลให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ขึ้นได้ กล่าวคือ ความทุกข์ดังกล่าวที่เผาลนต้องประกอบด้วย ตัณหา ---> อุปาทาน จึงจะบังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลน และอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์เหล่านี้สามารถดับหรือจางคลายลงไปได้ด้วยธรรมอันวิเศษของพระองค์ท่าน, จึงควรศึกษาพิจารณาขันธ์ ๕ โดยเฉพาะเวทนา และตัณหา,อุปาทาน ตลอดจนอุปาทานทุกข์อันเกิดขึ้นและเป็นไปในชรา ให้เข้าใจจากกระบวนธรรมในวงจรปฏิจจสมุปบาท มิฉนั้นจักสับสนระหว่างทุกขเวทนาอันเป็นธรรมขาติ กับเวทนูปาทานขันธ์(เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน)อันเป็นอุปาทานทุกข์ในชรา เมื่อสับสนแล้วทําให้ไม่ก้าวหน้าในธรรม เพราะมัวแต่สาระวนวนเวียนเพียรพยายามดับขันธ์ ๕ บ้าง ดับทุกขเวทนาบ้าง หรือพยายามแม้ดับสังขารความค
ญานทัสสนะที่๑ ( กิจอันควรรู้และปฏิบัติข้อที่๑ ) : คือสภาพหรือสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ด้วยได้ยากทุกข์ ,ลำบาก สภาพทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาจากเหล่าทุกขเวทนาอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้จากการผัสสะ และเกิดขึ้นจากเหล่าทุกขอริยสัจที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นด้วยนั่นเองต้องมี ,ต้องเป็นเป็นธรรมดา ทุกขอริยสัจจึงเป็นทุกข์ชนิดที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงแท้เป็นที่สุดเป็นธรรมดาแก่ทุกรูปนาม ไม่ละเว้นอะไรๆแก่ใครๆทั้งสิ้นอันมี " ความเกิด๑ ความแก่๑ ความเจ็บ๑ ความตาย๑ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก๑ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก๑ เหล่านี้เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์๕เป็นทุกข์ " เหล่านี้คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เนืองๆเป็นอเนก๗นี้อันมี
๑ . ความเกิดทุกข์อันมีมาแต่การเกิดเช่นการเกิดอันเป็นทุกข์นอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ถึงเดือนสัญชาตญาณ ( ญาณซ้งโคย , - ความรู้ความเข้าใจที่มีมาแต่การเกิด ) - รับรู้ความหิวต่างๆเช่นการรับรู้ในสัมผัส ,รับรู้ความเจ็บปวดฯ ตลอดจนเมื่อมีความเกิดขึ้นมาแล้วจึงยังให้มีทุกข์และโทษที่เกิดแก่สังขารกายโดยธรรมหรือธรรมชาติ ( อาทีนวะ ) ทุกข์ที่ต้องดูแลรักษาเกิดตามมาอีกด้วย ถึงเวลาก็ต้องให้เขาขับถ่าย ร่างกายก็ต้องดูแลชำระรักษา ฟันก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้เหม็นเน่าผุพังฯลฯ . มีทั้งอาชีวทุกข์ที่ตามมา อีกทั้งทุกขอริยสัจทั้งจากที่เหลืออยู่ก็พึงต้องเกิดตามมาเป็นธรรมดาโดยธรรม ( ธรรมชาติ ) ท่านจึงกล่าวว่าความเกิดก็เป็นทุกข์แล้ว อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๒ .ความแก่ ความทุกข์อันเกิดแต่ความแก่ความเฒ่าความชราความถดถอยความวิตกกังวลอันเกิดแต่ในความชรา อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๓ .ความเจ็บ ความทุกข์อันเกิดแต่ความเจ็บป่วย เจ็บไข้ ความเจ็บปวดอันเกิดแต่การกระทบผัสสะต่างๆทางโลกความวิตกกังวลวุ่นวายใจในความเจ็บป่วยไข้ไปต่างๆนาๆ อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ๔ . ความตาย ความทุกข์อันเกี่ยวกับความตายความกังวลในความตาย ความกลัวตายความวิตกกังวลในภพภูมิภายหลังความตาย อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๕ .ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น ความทุกข์อันเกิดแต่ความไม่สมหวังความไม่ได้ตามปรารถนา แม้จะมีความสมหวังสมปรารถนาบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สุดความไม่สมหวังความไม่ได้ตามปรารถนาย่อมต้องเกิดขึ้น อันนับได้ว่าเป็นทุกข์ที่พบพานมากเป็นที่สุดทีเดียว
๖ .การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความทุกข์อันเกิดแต่การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถูกใจสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอันย่อมเกิดขึ้นในการดำรงชีวิต แม้จะประสบกับสิ่งที่ชอบถูกใจบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สุดไม่ถูกใจสิ่งที่ไม่พึงต้องการย่อมต้องเกิดขึ้น อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
๗ . การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความทุกข์อันเกิดจากการพลัดพรากจากการเสื่อมแปรปรวนหรือการดับไป จึงเกิดการสูญเสียสิ่งต่างๆอันเป็นที่รักทั้งในบุคคลตลอดจนวัตถุสิ่งของอันเป็นที่รักที่ชอบ , ,ที่หวงแหน อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
โยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่าทุกข์ทั้ง๗นี้ครอบคลุมสรรพทุกข์ทุกอย่างประดามีในโลกนี้โดยบริบูรณ์ครบถ้วนไม่บกพร่องแม้แต่น้อยหนึ่ง แต่ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงคือทั้งทุกขเวทนาและทุกขอริยสัจทั้ง๗และไม่สามารถหลบหนีได้ก็จริงอยู่เพราะเป็นทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าทุกข์ธรรมชาติก็ได้ จึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ยังคงต้องเกิดต้องมีต้องเป็นเช่นนั้นเองดังเช่นและเช่นกันเมื่ออายตนะคือจิตกระทบกับธรรมารมณ์ชนิดเป็นทุกข์ย่อมก่อให้เกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดา ส่วนทุกขอริยสัจนั้นทุกชีวิตย่อมต้องประสบพบกับทุกข์ทั้ง๗นี้ทุกบุคคลเขาอันย่อมไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระบรมศาสดาและพระอริยะทุกท่านทุกพระองค์ก็จริงอยู่ และท้ายสุดพระองค์ท่านได้กล่าวสรุปลงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ครอบคลุมความทุกข์ทั้งปวงว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์เป็นทุกข์ เพราะธรรมชาติเดิมๆแท้ๆของทุกข์ทั้ง๗แม้มันจะเป็นทุกข์จริงๆอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติเองแต่ไม่เผาลนเร่าร้อนดังไฟนรกที่เผาอยู่ในหัวจิตหัวใจอย่างยาวนาน ทุกข์ทั้ง๗ และความทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ดับไปนั้นก็คืออุปาทานทุกข์เหล่านี้นั่นเอง ส่วนอุปาทานทุกข์อันแสนเร่าร้อนเผาลนนั้นก็จำต้องมีเหตุปัจจัยอื่นร่วมอีกด้วยจึงจะเกิดขึ้นได้อันเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาทตัณหาอันคือ ,อุปาทาน . . . . .นั่นเอง จึงยังผลให้เกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์ขึ้นได้กล่าวคือความทุกข์ดังกล่าวที่เผาลนต้องประกอบด้วยตัณหา --- > อุปาทานจึงจะบังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลน และอุปาทานขันธ์๕ จึงควรศึกษาพิจารณาขันธ์๕ และตัณหาโดยเฉพาะเวทนา ,อุปาทานตลอดจนอุปาทานทุกข์อันเกิดขึ้นและเป็นไปในชราให้เข้าใจจากกระบวนธรรมในวงจรปฏิจจสมุปบาท มิฉนั้นจักสับสนระหว่างทุกขเวทนาอันเป็นธรรมขาติ เมื่อสับสนแล้วทําให้ไม่ก้าวหน้าในธรรมเพราะมัวแต่สาระวนวนเวียนเพียรพยายามดับขันธ์๕บ้างดับทุกขเวทนาบ้างหรือพยายามแม้ดับสังขารความค
การแปล กรุณารอสักครู่..
