ตอนที่ 23
...รู้สึกมึนหัว
ตีห้าครึ่ง... อากาศหนาหนักและเย็นจนร่างที่เปล่าเปลือยรู้สึกหนาว หมอนที่หนุนนอนไม่ได้นุ่มเหมือนทุกวันที่ผ่านมา กระนั้นก็ให้ความรู้สึกอุ่นอย่างประหลาด ไม่รู้ว่าแขนทั้งสองข้างหนักกว่าที่เคย หรือเป็นเพราะร่างกายตัวเองที่อ่อนล้าเรี่ยวแรง คะน้ายกมือฝ่ามือขึ้นจับที่หน้าผาก ก่อนจะพบว่าท่อนแขนของคนข้างๆ นั้นต่างหมอนที่ใช้นอนหนุนอยู่
เรื่องเมื่อคืน...
จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนวาบ ไม่รู้ว่าเพราะพิษไข้หรือเพราะสายตาอุ่นๆ ที่จ้องมองอย่างชิดใกล้ กระนั้น สัมผัสแผ่วเบาบนไรผมให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาด
“กี่โมงแล้ว”
“นอนต่อเถอะ บอกพี่ผักกาดแล้ว”
คะน้าพยายามฝืนตัวลุกขึ้นแต่เหมือนกับเรี่ยวแรงจะไม่เอื้ออำนวย จังหวะที่พยุงตัวขึ้นทำให้ร่างกายได้รับรู้ถึงความจุกที่ช่วงท้องเพิ่มขึ้นอีกอย่าง ชายหนุ่มมุ่ยหน้าก่อนทิ้งตัวลงที่เดิมอีกครั้ง ยอมแพ้กับพิษไข้และความหน่วงที่ถาโถม
“แต่ที่ตลาด...”
“อยู่เฉยๆ เถอะ”
แค่แรงกดเบาๆ ที่หัวไหล่ก็ยอมแพ้อย่างง่ายดาย ไม่มีแรงจะสู้ ...ไม่อยากจะอะไรทั้งนั้นในเวลานี้ ห้านาทีต่อมา ใครบางคนกำลังประคองให้ลุกขึ้นนั่ง เป็นการประคองที่อ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยได้รับ คะน้าพิงหัวบนหมอนหรืออาจจะบนแขนของใครบางคน อย่างไรก็ตาม ...รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย ยาสองเม็ดถูกป้อนเข้าปากด้วยปลายนิ้ว ไม่นานนักแก้วน้ำก็จ่ออยู่ที่ริมฝีปาก เขาจิบน้ำ ปล่อยให้ยาขมๆ ลงสู่ลำคอแล้วผล็อยหลับไป
แปดโมงเช้า... ลมเย็นของเดือนกุมภาพันธ์พัดพาเมฆหม่นมัวปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า เหลือเพียงแค่แสงแดดรำไรลอดผ่านก้อนเมฆเพียงเล็กน้อย ไออุ่นสาดแสงทะลุผ่านกระจกโปร่งใสมาไล้เปลือกตาที่หนาหนักของคะน้าให้ตื่นขึ้นจากนิทราอีกครั้ง
...คนข้างๆ ยังอยู่ที่เดิม หลับไหลด้วยความอ่อนล้า
ใบหน้าด้านข้างของทิมเหมือนทุกครั้งที่เคยเห็น หากแต่ความรู้สึกในใจของเขาเองต่างหากที่เปลี่ยนไป แค่เห็น ...เพียงแค่ได้มอง หัวใจก็ไหวสั่นและพองโต คำรักนับครั้งไม่ถ้วนที่กระซิบข้างหูเมื่อคืนยังกึกก้องในหัวสมอง ไม่อยากเชื่อเลย ว่ามันเป็นเรื่องจริง เนิ่นนานก่อนที่ริมฝีปากอิ่มงุ้มตัวขึ้นสูงแล้วเผยอขึ้น
“ไม่เบื่อบ้างหรือไง” ทิมค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วหันมามอง “หื้มมมม...?”
คะน้าพลิกตัวไปอีกทาง หลบสายตาที่ทำให้วางตัวไม่ถูก “ไม่ไปทำงานหรือไง เดี๋ยวสาย”
หลงลืมไปแล้วว่าตัวเองหนุนอยู่บนแขนของคนข้างๆ เพียงแค่ทิมยกกระหวัดขึ้น ตัวของคะน้าก็เหมือนถูกยกหมุนกลับมาสู่อ้อมกอดคนที่นอนใกล้ๆ พริบตา ริมฝีปากจูบลงตรงขมับแทนคำทักทายยามเช้า
“ลาแล้ว”
“แรงควาย”
ไม่ได้อยากพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีไปกว่านี้ คะน้าไม่ชอบรอยยิ้มกับสายตาแบบนั้นเลย มันทำให้ตัวเองรู้สึกเคลิ้มอย่างประหลาด คนข้างๆ หัวเราะร่าแล้วกระชับวงแขนแน่น หน้าผากที่ลดตัวลงมาสัมผัสบนหน้าผากเขาทำหน้าคะน้าอึดอัด
“ไข้ลดแล้วนี่”
“มันเพราะใครล่ะวะ” คะน้าบ่นงึมงำ ทิมหัวเราะร่วน
“เจ็บท้องด้วยเหรอ”
“เออสิ!” ไม่ได้โกรธอะไรแม้แต่น้อย จะว่ายังไงดี ...เขินที่พูดถึงมากกว่า
ทิมยิ้มและลดมือลดมาลูบที่ท้องน้อยของคะน้าเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงทุ้ม “ดีขึ้นยัง”
บุคลิกติดจะทนงและกวนโทสะ เผินๆ ทำให้ทิมเหมือนคนกระด้าง ยิ่งนิสัยพูดน้อยต่อยหนัก ดูจะทำให้อะไรๆ ดูสวนทางไปจากความเป็นจริงกับตัวตนของทิมที่ทำให้คะน้าหัวใจสั่นไหวอยู่ในขณะนี้ คะน้าพยักหน้าหงึกๆ ไม่อยากจะตอบเพราะรู้ว่าเสียงของตัวเองคงสั่นไม่น้อย ...พักหลังๆ อยู่ใกล้ทิมทีไร เหมือนจะขาดอากาศหายใจเอาทุกที ทิมกอดแน่น ซุกไซ้ใบหน้าตัวเองอยู่ไม่ห่าง ริมฝีปากจูบพรมไปทั่วเหมือนกับไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ถ้าจูบเปลี่ยนเป็นแสตมป์เซเว่นได้ เมื่อคืน เขาคงแลกเก้าอี้ตัวใหญ่สุดนั่นได้แล้ว!
ทิมยังวนเวียนคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง อาจเพราะเพิ่งสร้างจากพิษไข้ คะน้าถึงพึ่งจะรู้สึกถึกสัมผัสแปลกๆ ใต้ผ้าห่ม พอจะเริ่มเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร หน้าก็ชา คะน้านอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างฝืดเคือง
...ดูเหมือนว่าทิมจะพอรู้ตัวแล้วว่าเขารู้สึกอะไร เจ้าตัวถึงเบียดเน้นเข้าหา เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของทิมตอนนี้ ฟังแล้วให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย นายพรานเคยบอกว่าถ้าเวลาเข้าป่า เจอหมีให้แกล้งตาย ...อย่าเข้ามานะไอ้หมีบ้า!
คะน้ากลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดง แต่สัมผัสสากที่ลามไล้ลำคอจนเปียกชุ่มทำให้คะน้าสะดุ้งเฮือก
แปดนาฬิกาสิบเจ็ดนาที... ขีดคำว่าหน้าดำทิ้ง เหลือแค่คำว่าหน้าแดง
“ทะลึ่งว่ะแม่งงงง” คะน้าหันไปแง่งใส่ด้วยใบหน้าที่ร้อนชา ‘อือฮึ’ คือคำตอบรับสั้นๆ อย่างไม่รู้สึกรู้สาของไอ้หื่นที่นอนอยู่ข้างๆ ...แม่ง ไม่ยอมใส่เสื้อผ้า ในพริบตานั้น ทิมขยุ้มผ้าห่มแล้วโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
“เห้ยยย! ทำอะไร หนาวนะ”
“นึกว่าร้อน เห็นหน้าแดงๆ ดูสิ เหงื่อออกด้วย”
“หนาว!!!! เล่นอะไรเนี่ย! ทะลึ่งว่ะคนเรา” คะน้าลุกขึ้นแล้วตะกายไปที่ปลายเตียง กวาดมือควานหาผ้าห่มผืนหนาที่หล่นอยู่ที่ไหนสักที่ แต่ไปไม่ถึงไหนข้อมือก็โดนคว้าไว้แล้วดึงกลับเข้าสู่วงแขน ทิมกระชากอีกมือที่เกาะกุมท่อนล่างออก แววตาเจ้าเล่ห์ดูน่ากลัว เหมือนเป็นกองพิสูจน์หลักฐาน ชายหนุ่มก้มมองท่อนล่างของตัวเองแล้วเหลือบตาไปมองของคะน้า ทิมฉีกยิ้มกว้าง
...สำเนาถูกต้อง
คะน้านั่งนิ่งร้อนวาบไปทั้งหน้า เนื้อตัวชาด้วยความเขินอาย ทิมปล่อยมือจากแขนทั้งสองข้างของคะน้า หลักฐานโทนโท่จนไม่รู้จะโต้แย้งไปทำไม นาทีนี้ คะน้าได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่เหลืออะไรจะให้ปกให้ปิดอีกต่อไปแล้ว ...อยากดูนักก็ดูไปเลย แม่งงง
“หนาวน่ะ เลิกเล่นเถอะ เอาผ้าห่มมา”
“หนาวเหรอ” ทิมเลิกคิ้วขึ้นสูง ว่าแล้วก็หยิบรีโมตเครื่องปรับอากาศขึ้นมากดปิดแล้วหันมายิ้มหวาน วงแขนกระหวัดร่างของคะน้าเข้ามาสวมกอด
“หายหนาวยัง ...หื้มมม?”
กอดรัดคะน้าจนแนบแน่น ปลายคางงุ้มกดลงบนหัวไหล่อย่างคลอเคลีย สันจมูกปาดไล้ไปตามลำคอจนคะน้าส่งเสียงอู้อี้เบาๆ อย่างขัดขืน ทิมยิ้มแล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างพึงใจ ฝ่ามือของเจ้าหน้าที่พิเศษกองพิสูจน์หลักฐานค่อยๆ ลดต่ำลงแล้วสัมผัสร่างกายของคะน้า
...ตรวจสอบสำเนาอีกครั้ง -"-
ไม่รู้อะไรเป็นอะไร คะน้าทิ้งน้ำหนักตัวบนร่างคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็บนหัวเข่าทั้งสองข้างของตัวเอง ใบหน้าที่ร้อนวาบแดงฉานเหมือนถูกแต้มสีเชิดขึ้นด้วยความรู้สึกไหวสะท้าน สองมือพยายามอย่างห