หากเอ่ยถามใครสักคนว่าอโดโบ คืออะไร คำตอบที่คุณได้รับจะแตกต่างกันออกไป ในประเทศสเปน
อโดโบ หมายถึงการปรุงอาหารโดยใช้ซอสหมักที่มีน้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมหลัก เมนูที่มีชื่อเสียงของ สเปนคือ กาซอง ออง อโดโบ (cazon en adobo) ซึ่งเป็นเนื้อปลาหมักกับน้ำส้มสายชู น้ำมันพืช และ ออริกาโนก่อนนำไปทอด สำหรับชาวเปอร์โตริโก อโดโบ คือส่วนผสมของเครื่องเทศ สมุนไพร และซอส มะเขือเทศที่มีทั้งแบบเป็นผง รือเป็นซอสซึ่งใช้สำหรับปรุงรสเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ขณะที่ชาวคิวบา รู้จักอโดโบว่าเป็นซอสหมักที่ทำจากน้ำที่ได้จากส้มรสเปรี้ยวหรือที่รู้จักกันในชื่อ นารานจา อาเกรีย (naranja agria) หากไปที่เปรูจะพบกับเมนูเด็ดของพื้นที่แถบเทือกเขาแอนดีส นั่นคือ อโดโบ เดอคาร์น
(adobo de carne) หรือสตูเนื้อหมักรสเลิศ ซึ่งเป็นอาหารดั้งเดิมที่มีก่อนประเทศสเปนจะถือกำเนิด
โดยในสมัยนั้นจะหมักเนื้อกับน้ำข้าวโพด
ขณะที่ในทวีปอเมริกาตลอดจนยุโรป อโดโบ คือรูปแบบการปรุงอาหาร แต่ที่ฟิลิปปินส์ อโดโบ เป็นชื่อเมนูอาหารที่ผู้คนรู้จักดี ซึ่งจะมีการปรุงแต่งแตกต่างกันไปตามสไตล์ของเชฟแต่ละคน และอาจถือได้ว่าเป็นเมนูอโดโบที่เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกมากที่สุด โดยการนำเนื้อสัตว์ (ไก่ เนื้อวัว หรืออื่นๆ) หมักกับน้ำส้มสายชู แล้วนำไปเคี่ยวในเครื่องปรุงรสที่ประกอบไปด้วยซอสถั่วเหลือง กระเทียม เม็ดพริกไทย และใบกระวาน
เชื่อกันว่าอโดโบของชาวฟิลิปปินส์เกิดขึ้นมานานนับศตวรรษ เมื่อชาวพื้นเมืองได้รับแรงบันดาลใจจากนักล่าอาณานิคมชาวสเปน ที่สอนให้หมักเนื้อสัตว์ด้วยน้ำส้มสายชูและเกลือเพื่อให้เนื้อนุ่มและคงความสดได้นานในสภาพเขตร้อน แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งกลับบอกว่าสตูไก่หมักกับกะทิของมาเลเซียเป็นอโดโบจานแรกของเอเชีย
ต่อมา หลังพ่อค้าชาวจีนเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ พวกเขาได้นำซอสถั่วเหลืองมาใช้แทนเกลือและเครื่องเทศ ปัจจุบันอาหารหลักของฟิลิปปินส์จานนี้สามารถปรุงโดยการอบ เคี่ยวให้เป็นสตู หรือทอด รวมทั้งการพัฒนาสูตรโดยการเติมกะทิ ขมิ้น และพริกลงไปด้วย
หลากรสชาติที่ผสมผสาน
แม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่จุดเด่นและเหตุผลที่ทำให้อโดโบได้รับความนิยมมายาวนานคือการให้ความสำคัญกับการหมักเนื้อ ตั้งแต่ยุคอดีต เชื่อกันว่าอาหารที่หมักด้วยซอสรสเปรี้ยวจะช่วยถนอมอาหารไว้ได้นานขึ้น และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อาหารจานนั้นมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อันที่จริง คำว่าอโดโบมาจากภาษาสเปน หมายถึง “การหมักเนื้อ” เทคนิคการปรุงอาหารนี้ริเริ่มและพัฒนาโดยชาวสเปน แพร่หลายไปทั่วอเมริกาใต้ และเข้าสู่ทวีปเอเชีย ซึ่งต่อมาได้มีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่นทั่วโลก