นางสุข กล่าวว่า สงสารก็แต่ลูกชายที่พิการป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ร่างกายทุกส่วนทั้งขาและแขนไม่มีเรี่ยวแรงในการขยับเขยื้อนเหมือนอย่างคนปกติทั่วไป เดินไม่กี่ก้าวก็หกล้ม และต้องปล่อยให้ลุกขึ้นมาเอง พูดได้แต่ไม่ชัด ดูดนมกล่องก็ไม่มีแรงดูด กลืนกินข้าวก็ยังลำบาก ต้องนอนให้แม่ป้อนทุกมื้อและเป็นประจำทุกวัน ก่อนออกไปหาผักในสวนตอนเช้าก็ต้องป้อนข้าวให้ลูกกินก่อน
เก็บผักเสร็จมื้อเที่ยงก็ต้องกลับมาป้อนข้าวให้อีก ตกช่วงบ่ายถึงจะออกจากบ้านนำผักที่เก็บได้ไปขายริมถนน บางวันก็ขายได้หมด บางวันก็เหลือ และบางวันก็ขายไม่ได้เลย ตกเย็นต้องกลับบ้าน เพื่อป้อนข้าวให้กับลูกชายอีกครั้งทำอย่างนี้เป็นประจำ หลังป้อนข้าวเสร็จ จะบรรจงจูบที่หน้าผากลูกทุกครั้ง เป็นการแสดงถึงความห่วงใยให้ลูกได้รับรู้
“สิ่งที่ห่วงที่สุด เมื่อแม่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ใครจะอยู่ดูแลช่วยเหลือลูกแม่คนนี้ และเขาจะอยู่อย่างไร ทั้งรักทั้งเป็นห่วงมาก” นางสุขกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วงลูก สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก