โรคขาดสารไอโอดีนนี้พบระบาดอยู่ในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ในปี ๒๔๙๘ คณะผู้สำรวจร่วมไทยและองค์การอนามัยโลก ได้พบผู้ป่วยด้วยโรคคอพอกของประชาชนภาคเหนือสูงถึงร้อยละ ๒๓.๕-๔๕.๕ แม้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นไปอย่างรวดเร็วในสองทศวรรษที่ผ่านมา จากการสำรวจในปี ๒๕๓๐ พบว่าอัตราการป่วยด้วยอาการคอพอกในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษามีร้อยละ ๑๒.๑ ใน ๑๔ จังหวัดในภาคเหนือ และจังหวัดเลย และมีอำเภอที่มีความรุนแรงของโรคดังกล่าวนี้สูงถึง ๖๕ อำเภอ โดยประชากร ๒.๒ ล้านคน ที่อาศัยอยู่ใน ๖๕ อำเภอ เป็นประชากรที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคขาดสารไอโอดีน จากการสำรวจคอพอกซ้ำในพื้นที่ที่มีความรุนแรงของโรคในปี ๒๕๓๑ พบว่า มีอัตราป่วยถึงร้อยละ ๔๓.๑ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสติปัญญาของประชาชน จากการศึกษาข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขพบว่า
๑. เด็กแรกคลอดในภาคเหนือมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่า ๒,๕๐๐ กรัม ในเกณฑ์สูงกว่าภาคอื่น ๆ
๒. เด็กก่อนวัยเรียนในภาคเหนือมีการป่วยด้วยโรคขาดสารอาหารระดับ ๓ หรือระดับรุนแรงมากสูงกว่าในภาคอื่น ๆ
๓. เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาในภาคเหนือมีผลการเรียนซ้ำชั้นประถมปีที่ ๑ และปีที่ ๒ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ