ซูการ์โนเกิดวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๔๔๔/๑๙๐๑ ในเกาะชวาตะวันออก ในวัยเด็กครอบครัวสนับสนุนให้เขาเป็น “คนสำคัญ มีประโยชน์ พร้อมรับแสงอรุณ และมีอุดมการณ์” อิทธิพลทางความคิดนี้มาจาก “วาหยัง” หรือหนังตะลุงอินโดนีเซีย ที่เล่าความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชวาโบราณ เขาถูกส่งไปเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนของชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ที่เมืองสุราบายา โดยมีผู้ดูแลคือ อุมาร์ ซาอิด โจโครอามิโนโต (Umar Said Cokroaminoto) แกนนำและนักกล่าวสุนทรพจน์คนสำคัญของสหพันธ์การค้าอิสลาม (Sarekat Dagang Islam) สหพันธ์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของนักหัตถกรรมผ้าบาติก เพื่อต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าอาณานิคมฮอลันดา ต่อมาสหพันธ์ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมนี้ได้มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง ซูการ์โนจึงมีโอกาสซึมซับประสบการณ์หลายแบบ เช่น อ่านหนังสือได้หลายภาษา ติดต่อกับผู้นำฝ่ายอิสลามและสังคมนิยม จนรู้จัก “การเมือง” ตั้งแต่เด็ก จากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ในสถาบันเทคนิคเมืองบันดุง ทว่าเมื่อโจโครอามิตาโนโตถูกจับ และที่บ้านมีปัญหาการเงิน ซูการ์โนก็กลับบ้านและกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “พรรคชาตินิยมอินโดนีเซีย” ที่มีสมาชิกถึง ๑ หมื่นคนในปี ๒๔๖๙/๑๙๒๖
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดระแวงให้แก่ฮอลันดา พรรคชาตินิยมอินโดนีเซียจึงถูกยุบ ซูการ์โนถูกจับ เขาได้รับการปล่อยตัวในปี ๒๔๗๔/๑๙๓๑ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองจนถูกเนรเทศไปเกาะฟลอเรสและเบิงกูลูในปี ๒๔๗๖/๑๙๓๓ ต้องรอจนญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซียในปี ๒๔๘๔/๑๙๔๑ จึงได้รับการปล่อยตัวพร้อมนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ
เมื่อญี่ปุ่นตกลงทำงานร่วมกับกลุ่มนักชาตินิยมโดยชูประเด็นต่อต้านนักล่าอาณานิคมตะวันตก จึงมีการตั้งศูนย์ “ปูเตระ” (Pusat Tenaga Rakjat – Putera) องค์กรรวมนักชาตินิยมอินโดนีเซียและตั้งกองกำลัง “เปตะ” กองกำลังทหารอาสาซึ่งได้รับการฝึกแบบญี่ปุ่น แม้ในทางปฏิบัติองค์กรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ญี่ปุ่นดูเป็นผู้ปลดปล่อย ทว่าในความเป็นจริงไม่มีบทบาทจริงจังนัก แต่ก็ทำให้ซูการ์โนกลายเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นในเวลานั้น
๑ มิถุนายน ๒๔๘๘/๑๙๔๕ ระหว่างที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในแนวรบทั่วเอเชีย ซูการ์โนร่าง “ปัญจสีลา” ๕ ข้อ ซึ่งทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ ในวันที่ ๑๗ สิงหาคมปีเดียวกัน มันถูกประกาศพร้อมกับพิธีประกาศเอกราชที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในสวนหน้าบ้านพักของซูการ์โนในกรุงจาการ์ตา เขาอ่านคำประกาศอิสรภาพต่อหน้ากองทหารเปตะว่า “บัดนี้ชาวอินโดนีเซียขอประกาศเอกราช ภารกิจอื่น ๆ และการส่งถ่ายอำนาจจะจัดการต่อไปโดยเร็วที่สุด” จากนั้นฟาตมาวาตี ภรรยาของซูการ์โนจึงคลี่ผืนธงชาติที่เย็บเตรียมไว้ส่งให้ทหารชักขึ้นสู่ยอดเสา พร้อมบรรเลงเพลง “อินโดนีเซียรายา” (อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่) อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
สิ่งที่ตามมาคือช่วงเวลาอันยากลำบาก ซูการ์โนเผชิญความท้าทายในการรวมประเทศ ระหว่างปี ๒๔๘๘/๑๙๔๕-๒๔๙๒/๑๙๔๙ เขาต้องเผชิญกับการกบฏของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มคอมมิวนิสต์ เผชิญหน้าทางทหารกับฮอลันดาที่พยายามกลับมาปกครองอินโดนีเซียอีก ๒ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาถูกฮอลันดาจับกุมตัวพร้อมผู้นำคนอื่น ก่อนที่แรงกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮอลันดายอมให้เอกราชแก่อินโดนีเซียในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๙๒/๑๙๔๙ อินโดนีเซียจึงฉลองวันชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิในปี ๒๔๙๓/๑๙๕๐
ทว่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๔๙๘/๑๙๕๕ ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ซูการ์โนเสนอ “ระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ” (Guided Democracy) ยุบสภาผู้แทนราษฎร หันมาใช้รัฐสภาที่มีตัวแทนจากหลายสาขาอาชีพ ตั้งรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ยุบพรรคการเมืองหลายพรรค และเพิ่มอำนาจให้ตนเอง ผลที่ตามมาคือบทบาทของกองทัพมีมากขึ้น
อินโดนีเซียยุคซูการ์โนดำเนินนโยบายต่างประเทศได้โดดเด่น เขาร่วมกับผู้นำอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และพม่า จัดประชุมกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกาที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เมืองบันดุง เพื่อเน้นนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและถ่วงดุลอำนาจค่ายคอมมิวนิสต์และเสรีประชาธิปไตย
อำนาจของซูการ์โนลดลงเมื่อเกิดความพยายามทำรัฐประหารในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๐๘/๑๙๖๕ ที่เรียกกันติดปากว่า “เกสตาปู” แต่ล้มเหลวเพราะนายพลซูฮาร์โตผู้นำกองกำลังยุทธการสามารถปราบปรามได้ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ซูฮาร์โตมีบทบาทโดดเด่นขึ้นและค่อย ๆ ขึ้นสู่อำนาจ ในที่สุดซูการ์โนก็ถูกบีบให้ลาออกในปี ๒๕๑๑/๑๙๖๘ ทำให้อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่ยุค “ระเบียบใหม่” (Order Baru) ที่มีนายพลซูฮาร์โตและกองทัพเป็นผู้นำ
ซูการ์โนอำลาโลกนี้ไปในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๓/๑๙๗๐ เมื่ออายุได้ ๖๙ ปี