บรูไนและมาเลเซียเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมมาเป็นเวลายาวนาน และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจะมีความแนบแน่นยิ่งขึ้น
Dato’ Ku Jaafar Ku Shaari ข้าหลวงใหญ่มาเลเซียประจำประเทศบรูไน ซึ่งจะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้ แสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างบรูไนและมาเลเซียจะมีพัฒนาการในทางที่ดี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ธนาคารอิสลาม การสื่อสารและโทรคมนาคม อุตสาหกรรมฮาลาล การท่องเที่ยว และการเกษตร
ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา บรูไนและมาเลเซียสามารถเจรจายุติข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในทะเลจีนใต้ โดยให้บริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองของประเทศบรูไนอย่างชอบธรรม ซึ่งบริเวณดังกล่าวถือเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ หรือที่เรียกขานว่า Block CA 1 และ Block CA 2[1]ทั้งนี้ บรูไนและมาเลเซียวางแผนจะร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำมันดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 40 ปี โดยบริษัท PetroleumBRUNEI และบริษัท Petronas ของมาเลเซีย กำลังหาลู่ทางการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ (upstream) เช่น การขุดเจาะ การกลั่น การขนส่ง และการลงทุนในธุรกิจปลายน้ำ (downstream) เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมัน
บรูไนและมาเลเซียยังมีการหารือกันอย่างสม่ำเสมอภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐซาบาห์ –บรูไน และคณะกรรมมาธิการร่วมระหว่างรัฐซาราวัค –บรูไน คาดว่าภายในปลายปี 2554 รัฐซาราวัคจะส่งออกพลังงานเพื่อการผลิตไฟฟ้ามายังบรูไน[2]ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน
นอกจากนี้ Brunei Investment Agency (BIA) และ Khazanah Malaysiaซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลด้านการลงทุนของรัฐบาล ยังมีแผนการร่วมลงทุนระหว่างกันและมีโครงการจะขยายการลงทุนไปสู่ประเทศที่สามด้วย