ตำนานวันคริสต์มาส คำว่า

ตำนานวันคริสต์มาส คำว่า "คริสต์มาส"

ตำนานวันคริสต์มาส

คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่าพระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญต่อชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

องค์ประกอบในงานคริสต์มาส

ซานตาคลอส

เป็นสิ่งแรก ๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลาส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาคลอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี

นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคมเอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา
ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปีติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

ถุงเท้า
จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง

ต้นคริสต์มาส
นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย
ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส

0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ตำนานวันคริสต์มาส คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่าคริสต์มาสมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปีค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่าคริสต์มาส เทศกาลคริสต์มาสหรือ X Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซูศาสดาแห่งศาสนาคริสต์โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรทซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอลตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมันซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดินโดยฝ่ายคีรีนิอัสเจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขตแต่ในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าพระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่าเดิมทีวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมันกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพตั้งแต่ปีค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วยเพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันรวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพจึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลกและเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทนหลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปีค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคมปีค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูและเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลกโดยส่งบุตรชายคือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาปและช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเองดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญต่อชาวคริสต์ทั่วโลกและมีการส่งบัตรอวยพรให้ของขวัญแก่กันและกันรวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟและต้นคริสต์มาสอย่างสวยงามองค์ประกอบในงานคริสต์มาสซานตาคลอส เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาสซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรกคือนักบุญ (เซนต์) นิโคลาสผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรามีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาคลอสคนแรกมาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟบังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี นักบุญนิโคลัสนั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญนิโคลาสในวันที่ 5 ธันวาคมเอาไว้ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมาประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกาโดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอสและแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดงอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือมีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลากและจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาสโดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตามแต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมายอาทิความปีติยินดีชื่นชมความโอบอ้อมอารีความรักและความเป็นกันเองถุงเท้า จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจนเพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญแต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิงพอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมากและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้างต้นคริสต์มาส นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือต้นคริสต์มาสซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิทและก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสันขนมและของขวัญอย่างในทุกวันนี้การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟสมิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนีได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊กท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและตั้งชื่อว่าต้นกุมารพระคริสต์ต่อมามาร์ตินลูเธอร์ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมันตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคมปีค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลกและอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาสหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาลสื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้าอีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืดและรวมถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ตำนานการธนาคารวันคริสต์มาส

คำว่าได้" คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่าคริสมาสต์มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่าChristes Maesse ที่แปลว่า" บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่ เป็นภาษาอังกฤษในปี ค ศ 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมา เป็นคำว่า คริสต์มาสเทศกาลคริสต์มาสหรือX Mas ?? ตรงกับวันที่25 ธันวาคมของทุกปีซึ่งวันที่25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์โดยพระองค์ประสูติที่เมือง เบ ธ เลเฮมและเติบโตที่ เมืองนาซาเรทซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอลตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมันซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่ว ทั้งแผ่นดินโดยฝ่ายคีรีคุณนิอัสเจ้าเมืองซีเรียก็รับหมดนโยบายไปปฏิบัติให้มีหัวเรื่องด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความสามารถเห็นที่ต่างออกไปโดย ได้วิเคราะห์ว่าเดิมทีวันที่25 ธันวาคมเป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียน แห่งโรมันกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพตั้งแต่ปีค ศ 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลอง วันนี้เสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วยเพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันรวมถึงชาวโรมันที่ เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะ ฉลองวันเกิดของสุริยเทพจึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลกและเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทนหลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนา ตั้งแต่ปีค ศ 64 - 313 จนถึงวันที่25 ธันวาคมปีค ศ 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผยเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นการธนาคารวันแห่งหัวเรื่อง" พระเยซู" ลงมาเกิดเป็น มนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาปและช่วยให้มนุษย์ รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเองดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญต่อชาวคริสต์ทั่วโลกและมีการส่งบัตรอวยพรให้ของขวัญแก่กันและกันรวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟและ คุณต้นคริสต์มาสอย่างสวยงามองค์ประกอบในห้างหุ้นส่วนจำกัดงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคริสต์มาสซานตาคลอสเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ของคุณคนจะนึกถึงในห้างหุ้นส่วนจำกัดฐานะสัญลักษณ์ของการธนาคารวันคริสต์มาสซึ่งว่าได้กันว่าได้ซานตาคลอสของคุณคนแรกคือนักบุญ( เซนต์) นิโคลาสผู้เป็นสังฆราชแห่ง เมืองไมรามีชีวิตอยู่ใน ศตวรรษที่4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นซานตาคลอสคนแรกมาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟบังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่ เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดีนักบุญคุณนิโคคลัชสนั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าได้เป็นนักบุญคุณผู้อุปถัมภ์ของที่คุณเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มคุณหนึ่งอพยพไปขณะนี้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดสหรัฐฯก็ยังรักษาประเพณีหัวเรื่อง5 ธันวาคมเอาไว้ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้ จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมาประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกาโดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือชื่อนักบุญนิโคลัสก็ เปลี่ยนเป็นซานตาคลอสและแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดงอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือมีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลากและจะมาเยี่ยมเด็ก ทุกของคุณคนในห้างหุ้นส่วนจำกัดโลกนี้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดโอกาสคริสต์มาสโดยลงมาทางปล่องไฟของร้านบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้ที่คุณเด็กเหล่านั้นตามความสามารถประพฤติของเขาถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองการธนาคารวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ ที่รวมเอาวิญญาณและความสามารถหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมายอาทิความสามารถปีติยินดีชื่นชมความสามารถโอบอ้อมอารีความสามารถรักและความสามารถเป็นกันเองถุงเท้าจากเนชั่ที่นักบุญคุณนิโคคลัชสได้ปีหนังสือนขึ้นไปบนปล่องไฟของร้านบ้านเด็กหญิงยากจนเพื่อที่จะมอบเหรียญ เงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับ ตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิงพอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมากและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้า คริสต์มาสไว้เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้างคุณต้นคริสต์มาสนอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือคุณต้นคริสต์มาสซึ่งคุณต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยที่คุณลูกแอปเปิลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิทและก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลง ไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วย ดวงไฟหลากสีสันขนมและของขวัญอย่างในทุกวันนี้การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟสมิชชัน นารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนีได้ช่วย ที่คุณเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้คุณต้นโอ๊กโดยเมื่อโค่นคุณต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเพิ่มข้อมูลที่ ๆ คุณต้นคุณหนึ่งขึ้นขณะนี้ที่โคนคุณต้นโอ๊กท่านจึงขุดให้ของคุณคนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและตั้ง ชื่อว่าต้นกุมารพระคริสต์ต่อมามา ร์ตินลูเธอร์ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมันตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคมปีค ศ 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่19 คุณต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ออกประเทศอังกฤษและทั่วโลกและอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่ายในห้างหุ้นส่วนจำกัดสมัยโบราณนั้นคุณต้นคริสต์มาสหมายถึงต้นไม้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดสวนสวรรค์ซึ่งคุณอาดัมและคุณเอวาไป หยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่ เชื่อฟังพระเจ้าโดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาลสื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้าอีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือน แสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส
























การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2025 I Love Translation. All reserved.

E-mail: