ดีปลี
สมุนไพรที่ใช้ๆ กันอยู่นั้น โดยมากมักจะมีชื่อเรียกหลายชื่อ ชื่อบางชื่อจะมีนัยบ่งบอกถึงลักษณะของสมุนไพรชนิดนั้นๆ บางชื่อก็จะมีนัยถึงสรรพคุณของมัน
อย่างเช่นดีปลี ในทางอายุรเวทเรียกว่าปีปปะลี (Pippali)ซึ่งมีความหมายว่า สิ่งที่ช่วยปกป้องและเพิ่มเติม อันมีนัยถึงคุณค่าในทางยาที่ช่วยปกป้องจากความเจ็บป่วย และเติมสุขภาพที่ดีให้ร่างกาย นอกจากนี้ดีปลียังมีชื่อเรียก อื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น กฤษณะ (Krshna) ซึ่งแปลว่า ดำ บ่งบอกถึงดอกสีดำของดีปลีหรือจะแปลว่าชะล้างออก ก็ได้ บอกถึงสรรพคุณในการชะล้างความเจ็บป่วยจากร่างกายเรา ดีปลี ถือเป็นสมุนไพรตัวสำคัญตัวหนึ่งที่ใช้ในทาง อายุรเวทมาแต่โบร่ำโบราณ
ในคัมภรีร์อายุรเวท ที่อธิบายเกี่ยวกับยาสมุนไพร บรรยายเกี่ยวกับดีปลี ว่ามีรสเผ็ดร้อน มีคุณสมบัติเบา (หมายถึง ย่อยง่าย) ชุ่มชื้น มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้ไข้ อีกทั้งยังเป็นยาอายุวัฒนะ และบำรุงร่างกาย ที่ดีอีกด้วย
ดีปลี ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบหายใจได้ดี จึงถูกจัดเป็นตัวยาสำคัญตัวหนึ่ง ในตำรับยาหลายขนานที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องกระเพาะลำไส้ เช่น อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะมาก ท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งเป็นตัวยาสำคัญในตำรับยาแก้โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น แก้หวัด หอบหืด หลอดลมอักเสบ ไม่นับโรคเรื้อรังอย่างเช่น ข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ ไข้รูมาตอยด์ เป็นต้น
ในเมืองไทยนั้น คนส่วนใหญ่จะรู้จักดีปลีว่า เป็นตัวยาตัวหนึ่งในตำรับยาที่เปรียบเสมือนสามทหารเสือ ที่เรียกว่า ตรีกฏุ ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรสามชนิด คือ พริกไทย ดีปลี และขิงแห้ง อาจเป็นไปได้ที่ไทยเราได้ ตำรับยาตรีกฏุนี้มาจากอายุรเวทของอินเดียเช่นกัน เพราะยาตรีกุฏนั้นถือเป็นยาตำรับคลาสสิคของอายุรเวทเลยก็ว่า ได้ คำว่าตรีกุฏในภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า สิ่งที่มีรสเผ็ดร้อนสามชนิด ซึ่งก็คือ ตัวยาสามตัวในตำรับที่ว่านั่น เองยาตำรับนี้มีสรรพคุณช่วยบำรุงไฟธาตุ หรือช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยย่อยสลาย สารอาหารตกค้าง ที่ร่างกายย่อยสลาย และดูดซึมไม่ได้ แล้วไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะกลายเป็นบ่อเกิดของความเจ็บป่วยได้ หากสารอาหารตกค้างที่ว่านี้ สะสมในร่างกายมากๆ ยาตรีกฏุมีสรรพคุณช่วยย่อยสารอาหารตกค้างที่ว่านี้ได้ แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารรวมทั้งยาที่เรากินเข้าไปได้ดีขึ้น