ดิ อีเกิลส์ ((อังกฤษ: The Eagles) เป็นวงอเมริกันร็อก เริ่มก่อตั้งวงในล การแปล - ดิ อีเกิลส์ ((อังกฤษ: The Eagles) เป็นวงอเมริกันร็อก เริ่มก่อตั้งวงในล ไทย วิธีการพูด

ดิ อีเกิลส์ ((อังกฤษ: The Eagles) เ

ดิ อีเกิลส์ ((อังกฤษ: The Eagles) เป็นวงอเมริกันร็อก เริ่มก่อตั้งวงในลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 สมาชิกในปัจจุบันคือ เกลนน์ เฟรย์, ดอน เฮนลีย์, ทิโมธีบี ชมิท และโจ วอล์ช

ประวัติ

เฟรย์ และ เฮนลีย์ ได้รับการว่าจ้างเป็นวงดนตรีแบ็คอัพของ ลินดา รอนสตัดท์ ในฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2514 ส่วน ไมส์เนอร์ และลีดัน ร่วมเป็นนักดนตรีแบ็คอัพในการทัวร์คอนเสิร์ตฤดูร้อน ของ ลินดา รอนสตัดท์ เช่นกัน โดยทั้ง 4 เปิดแสดงโชว์เล็ก ๆ ร่วมกันครั้งนึง ที่ ดิสนีย์แลนด์

เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2514 ทั้ง เกลนน์ เฟรย์, ดอน เฮนลีย์, เบอร์นี่ ลีดอน และ แรนดี ไมส์เนอร์ เซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียง แอสไซลัม เรคคอร์ด หลังจากนั้นไม่นานจึงตั้งชื่อวงว่า ดิ อีเกิลส์ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 บินไปอังกฤษและ ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการบันทึกเสียงผลงานชุด The Eagles โดย กลีน จอห์นส์ ทำหน้าที่ควบคุมการผลิต และวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน มีเพลงดังอย่าง "Take It Easy" เป็นต้น

ดิ อีเกิลส์ออกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตตลอดปี พ.ศ. 2515 จนกระทั่งถึงต้นปี พ.ศ. 2516 และบินไปอังกฤษอีกครั้งพร้อมกับ กลีน จอห์นส์ เพื่อบันทึกเสียงผลงานชุดที่ 2 Desperado ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพวกนอกกฎหมาย และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2516 มีเพลงดังอย่าง "Tequila Sunrise" และ "Desperado"

หลังจากนั้นพวกเขามารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อผลิตผลงานชุดที่ 3 กับ ผู้ควบคุมงานดนตรี กลีน จอห์นส์ ได้เกิดความขัดแย้งกันด้านแนวความคิด พวกเขาแยกกันทำงานภายหลังจากอัดเสียงไปได้เพียง 2 เพลงเท่านั้น คือ "You Never Cry Like a Lover" และ "The Best of My Love"

ภายหลังการทัวร์คอนเสิร์ตตอนต้นปี พ.ศ. 2517 โจ วอล์ชได้จ้างโปรดิวเซอร์ บิล ซิมซิค มาทำงานดนตรีที่เหลือทั้งหมดใน ผลงานชุด On the Border โดย บิล ได้นำ ดอน เฟลเดอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของ เบอร์นีย์ ลีดอน ทุกคนในวงประทับใจและยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาชิกใหม่ ผลงานชุด On the Boarder วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2517 สามารถทำสถิติผลงานชุดที่ขายได้รวดเร็วที่สุดของดิ อีเกิลส์ และในเดือนเดียวกันนั้นเองผลงานซิงเกิลแรก "Already Gone" พุ่งเข้าสู่ท็อป 20 แต่บทเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในผลงานชุดนี้และทำให้ ดิ อีเกิ้ลส์ และมีเพลงดังอันดับ 1 ในอเมริกาอย่าง "The Best of My Love"

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ออกผลงานชุดที่ 4 ชุด One of These Nights ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสามารถคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำ ในเดือนเดียว และทะยานสู่อันดับหนึ่งในเดือนกรกฎาคม พร้อมกับ 3 ซิงเกิ้ลยอดนิยมที่ไต่อันดับเข้าสู่ 1 ใน 5 ไม่ว่าจะเป็น บทเพลงที่พุ่งสู่อันดับหนึ่ง อย่าง "One of These Nights", "Lyin' Eyes" และ "Take It to the Limit" โดยเพลง "Lyin' Eyes" ได้รับรางวัลแกรมมี ประจำปี 2518 สาขาการร้องเพลงป็อปยอดเยี่ยม โดยนักร้องกลุ่มหรือประสานเสียง นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ผลงานชุดยอดเยี่ยมแห่งปี ส่วนซิงเกิ้ลเพลง "Lyin' Eyes" ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลแผ่นเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี

เบอร์นี่ย์ ลีดอน ลาออกจากวง และต่อมาได้รับ โจ วอล์ช เข้าร่วงวง และออกทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกันในทันที และออกผลงานรวมฮิต ชุด อีเกิ้ลส์ : แดร์ เกรทเทสท์ ฮิตส์ 1971-1975 ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 โดยคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว จากยอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านแผ่น

ผลงานชุดที่ 5 Hotel California ออกวางขายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2519 โดยคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และขึ้นสู่อันดับหนึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2520 และต่อมาสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้กว่า 10 ล้านแผ่น มีเพลงดัง "New Kid in Town" และ "Hotel California" ขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกา นอกจากนี้เพลง "Hotel California" ยังคว้ารางวัลแผ่นเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี ในการประกาศ รางวัลแกรมมี่ ประจำปี พ.ศ. 2520

ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 พวกเขาเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก โดยเริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน แล้วไปยุโรปและตะวันออกไกลอีกหนึ่งเดือน และกลับมาในสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม เมื่อจบทัวร์ในเดือนกันยายน แรนดี้ ไมส์เนอร์ตัดสินใจลาออกจากวง โดยมีสมาชิกใหม่เข้ามาแทนที่ นั่นคือ ทิโมธี่ บี ชมิท

ดิ อีเกิลส์เริ่มต้นทำผลงานชุดใหม่ โดยใช้เวลานานเกือบหนึ่งปีครึ่ง The Long Run ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2522 อัลบั้มชุดนี้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งและได้รับรางวัลแผ่นทองคำขาวอยู่หลายแผ่น ส่วน Heartache Tonight ไต่ขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในอเมริกา ส่วนเพลง "I Can't Tell You Why" สูงสุดที่อันดับ 8 และ "The Long Run" เข้าสู่อันดับ 8 บนอันดับของชาร์ทซิงเกิ้ลเช่นกัน นอกจากนี้เพลง "Heartache Tonight" ได้รับ รางวัลแกรมมี่อวอร์ด สาขาการร้องเพลงร็อกยอดเยี่ยมโดยนักร้องกลุ่มหรือประสานเสียง ในปี พ.ศ. 2522

และได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2523 และบันทึกผลงานชุด การแสดงสด Eagles Live และยังได้ออกผลงาน แอล.พี. คู่ (Double L.P.) ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2523 และติดอันดับเพลงยอดนิยม 1 ใน 5

ดิ อีเกิลส์ประกาศแยกวงอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2525 สมาชิกทั้ง 5 ต่างแยกย้ายมีผลงานเดี่ยวของตนเอง จนกระทั่งได้กลับมารวมวงใหม่ โดยบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตพิเศษของ MTV ในฤดูร้อนปี พ.ศ. 2537 และมีผลงานออกวางจำหน่ายตามมาในเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้น ทางวงออกผลงานชุด Hell Freezes Over ซึ่งขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ท และมียอดจำหน่ายได้หลายล้านแผ่น ซึ่งมีเพลงใหม่อย่าง "Get Over It" ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 40 ของ ชาร์ทเพลงป็อบ และเพลง "Love Will Keep Us Alive"

ดิ อีเกิลส์รวมกันอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2541 โดยได้รับการบันทึกในทำเนียบ ร็อก แอนด์ โรล ฮอล ออฟ เฟม ซึ่งมีทั้งสมาชิกวงปัจจุบันและอดีตสมาชิกอย่าง ลีดอน และ ไมส์เนอร์ และต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้แสดงคอนเสิร์ตส่งท้ายสหัสวรรษที่ สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ ใน ลอสแอนเจลิส โดยมีการบันทึกเสียง และรวบรวมไว้ในผลงานชุดรวมฮิต Selected Works 1972 - 1999 วางขายเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543

ในปี พ.ศ. 2550 กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Long Road Out of Eden ที่วางขายในร้าน วอล-มาร์ต และ Sam's Club ซึ่ง ณ ขณะนั้นบิลบอร์ดไม่นับยอดขายที่ขายผ่านทางร้านขายปลีกแบบรายเดียวนี้เข้าไปด้วย แต่ก่อนที่จะประกาศอันดับเพียง 24 ชั่วโมง บิลบอร์ดได้ออกมาประกาศกฎใหม่ ทำให้อัลบั้ม Long Road Out of Eden ขึ้นอันดับ 1 ไปได้ ทำให้อัลบั้ม Blackout ของบริทนีย์ สเปียร์สซึ่งวางขายในสัปดาห์เดียวกันอยู่ที่อันดับ 2
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ดิ อีเกิลส์ ((อังกฤษ: The Eagles) เป็นวงอเมริกันร็อก เริ่มก่อตั้งวงในลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 สมาชิกในปัจจุบันคือ เกลนน์ เฟรย์, ดอน เฮนลีย์, ทิโมธีบี ชมิท และโจ วอล์ชประวัติเฟรย์ และ เฮนลีย์ ได้รับการว่าจ้างเป็นวงดนตรีแบ็คอัพของ ลินดา รอนสตัดท์ ในฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2514 ส่วน ไมส์เนอร์ และลีดัน ร่วมเป็นนักดนตรีแบ็คอัพในการทัวร์คอนเสิร์ตฤดูร้อน ของ ลินดา รอนสตัดท์ เช่นกัน โดยทั้ง 4 เปิดแสดงโชว์เล็ก ๆ ร่วมกันครั้งนึง ที่ ดิสนีย์แลนด์เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2514 ทั้ง เกลนน์ เฟรย์, ดอน เฮนลีย์, เบอร์นี่ ลีดอน และ แรนดี ไมส์เนอร์ เซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียง แอสไซลัม เรคคอร์ด หลังจากนั้นไม่นานจึงตั้งชื่อวงว่า ดิ อีเกิลส์ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 บินไปอังกฤษและ ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการบันทึกเสียงผลงานชุด The Eagles โดย กลีน จอห์นส์ ทำหน้าที่ควบคุมการผลิต และวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน มีเพลงดังอย่าง "Take It Easy" เป็นต้นดิ อีเกิลส์ออกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตตลอดปี พ.ศ. 2515 จนกระทั่งถึงต้นปี พ.ศ. 2516 และบินไปอังกฤษอีกครั้งพร้อมกับ กลีน จอห์นส์ เพื่อบันทึกเสียงผลงานชุดที่ 2 Desperado ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพวกนอกกฎหมาย และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2516 มีเพลงดังอย่าง "Tequila Sunrise" และ "Desperado"
หลังจากนั้นพวกเขามารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อผลิตผลงานชุดที่ 3 กับ ผู้ควบคุมงานดนตรี กลีน จอห์นส์ ได้เกิดความขัดแย้งกันด้านแนวความคิด พวกเขาแยกกันทำงานภายหลังจากอัดเสียงไปได้เพียง 2 เพลงเท่านั้น คือ "You Never Cry Like a Lover" และ "The Best of My Love"

ภายหลังการทัวร์คอนเสิร์ตตอนต้นปี พ.ศ. 2517 โจ วอล์ชได้จ้างโปรดิวเซอร์ บิล ซิมซิค มาทำงานดนตรีที่เหลือทั้งหมดใน ผลงานชุด On the Border โดย บิล ได้นำ ดอน เฟลเดอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของ เบอร์นีย์ ลีดอน ทุกคนในวงประทับใจและยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาชิกใหม่ ผลงานชุด On the Boarder วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2517 สามารถทำสถิติผลงานชุดที่ขายได้รวดเร็วที่สุดของดิ อีเกิลส์ และในเดือนเดียวกันนั้นเองผลงานซิงเกิลแรก "Already Gone" พุ่งเข้าสู่ท็อป 20 แต่บทเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในผลงานชุดนี้และทำให้ ดิ อีเกิ้ลส์ และมีเพลงดังอันดับ 1 ในอเมริกาอย่าง "The Best of My Love"

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ออกผลงานชุดที่ 4 ชุด One of These Nights ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสามารถคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำ ในเดือนเดียว และทะยานสู่อันดับหนึ่งในเดือนกรกฎาคม พร้อมกับ 3 ซิงเกิ้ลยอดนิยมที่ไต่อันดับเข้าสู่ 1 ใน 5 ไม่ว่าจะเป็น บทเพลงที่พุ่งสู่อันดับหนึ่ง อย่าง "One of These Nights", "Lyin' Eyes" และ "Take It to the Limit" โดยเพลง "Lyin' Eyes" ได้รับรางวัลแกรมมี ประจำปี 2518 สาขาการร้องเพลงป็อปยอดเยี่ยม โดยนักร้องกลุ่มหรือประสานเสียง นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ผลงานชุดยอดเยี่ยมแห่งปี ส่วนซิงเกิ้ลเพลง "Lyin' Eyes" ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลแผ่นเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี

เบอร์นี่ย์ ลีดอน ลาออกจากวง และต่อมาได้รับ โจ วอล์ช เข้าร่วงวง และออกทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกันในทันที และออกผลงานรวมฮิต ชุด อีเกิ้ลส์ : แดร์ เกรทเทสท์ ฮิตส์ 1971-1975 ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 โดยคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว จากยอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านแผ่น

ผลงานชุดที่ 5 Hotel California ออกวางขายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2519 โดยคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และขึ้นสู่อันดับหนึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2520 และต่อมาสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้กว่า 10 ล้านแผ่น มีเพลงดัง "New Kid in Town" และ "Hotel California" ขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกา นอกจากนี้เพลง "Hotel California" ยังคว้ารางวัลแผ่นเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี ในการประกาศ รางวัลแกรมมี่ ประจำปี พ.ศ. 2520

ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 พวกเขาเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก โดยเริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน แล้วไปยุโรปและตะวันออกไกลอีกหนึ่งเดือน และกลับมาในสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม เมื่อจบทัวร์ในเดือนกันยายน แรนดี้ ไมส์เนอร์ตัดสินใจลาออกจากวง โดยมีสมาชิกใหม่เข้ามาแทนที่ นั่นคือ ทิโมธี่ บี ชมิท

ดิ อีเกิลส์เริ่มต้นทำผลงานชุดใหม่ โดยใช้เวลานานเกือบหนึ่งปีครึ่ง The Long Run ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2522 อัลบั้มชุดนี้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งและได้รับรางวัลแผ่นทองคำขาวอยู่หลายแผ่น ส่วน Heartache Tonight ไต่ขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในอเมริกา ส่วนเพลง "I Can't Tell You Why" สูงสุดที่อันดับ 8 และ "The Long Run" เข้าสู่อันดับ 8 บนอันดับของชาร์ทซิงเกิ้ลเช่นกัน นอกจากนี้เพลง "Heartache Tonight" ได้รับ รางวัลแกรมมี่อวอร์ด สาขาการร้องเพลงร็อกยอดเยี่ยมโดยนักร้องกลุ่มหรือประสานเสียง ในปี พ.ศ. 2522

และได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2523 และบันทึกผลงานชุด การแสดงสด Eagles Live และยังได้ออกผลงาน แอล.พี. คู่ (Double L.P.) ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2523 และติดอันดับเพลงยอดนิยม 1 ใน 5

ดิ อีเกิลส์ประกาศแยกวงอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2525 สมาชิกทั้ง 5 ต่างแยกย้ายมีผลงานเดี่ยวของตนเอง จนกระทั่งได้กลับมารวมวงใหม่ โดยบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตพิเศษของ MTV ในฤดูร้อนปี พ.ศ. 2537 และมีผลงานออกวางจำหน่ายตามมาในเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้น ทางวงออกผลงานชุด Hell Freezes Over ซึ่งขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ท และมียอดจำหน่ายได้หลายล้านแผ่น ซึ่งมีเพลงใหม่อย่าง "Get Over It" ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 40 ของ ชาร์ทเพลงป็อบ และเพลง "Love Will Keep Us Alive"

ดิ อีเกิลส์รวมกันอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2541 โดยได้รับการบันทึกในทำเนียบ ร็อก แอนด์ โรล ฮอล ออฟ เฟม ซึ่งมีทั้งสมาชิกวงปัจจุบันและอดีตสมาชิกอย่าง ลีดอน และ ไมส์เนอร์ และต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้แสดงคอนเสิร์ตส่งท้ายสหัสวรรษที่ สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ ใน ลอสแอนเจลิส โดยมีการบันทึกเสียง และรวบรวมไว้ในผลงานชุดรวมฮิต Selected Works 1972 - 1999 วางขายเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543

ในปี พ.ศ. 2550 กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Long Road Out of Eden ที่วางขายในร้าน วอล-มาร์ต และ Sam's Club ซึ่ง ณ ขณะนั้นบิลบอร์ดไม่นับยอดขายที่ขายผ่านทางร้านขายปลีกแบบรายเดียวนี้เข้าไปด้วย แต่ก่อนที่จะประกาศอันดับเพียง 24 ชั่วโมง บิลบอร์ดได้ออกมาประกาศกฎใหม่ ทำให้อัลบั้ม Long Road Out of Eden ขึ้นอันดับ 1 ไปได้ ทำให้อัลบั้ม Blackout ของบริทนีย์ สเปียร์สซึ่งวางขายในสัปดาห์เดียวกันอยู่ที่อันดับ 2
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ดิอีเกิลส์ ((อังกฤษ: อีเกิลส์) เป็นวงอเมริกันร็อกเริ่มก่อตั้งวงในลอสแอนเจลิสแคลิฟอร์เนียในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 สมาชิกในปัจจุบันคือเกลนน์เฟรย์, ดอนเฮน ลีย์, ทิโมธีบีชมิทและโจวอล์ชประวัติเฟรย์และเฮนลีย์ ลินดารอนสตัดท์ในฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2514 ส่วนไมส์เนอร์และลีดัน ของลินดารอนสตัดท์เช่นกันโดยทั้ง 4 เปิดแสดงโชว์เล็ก ๆ ส่วนตัวกันครั้งนึงที่ดิสนีย์แลนด์เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2514 ทั้งเกลนน์เฟรย์, ดอนเฮนลีย์, เบอร์นี่ลี ดอนและแรนดีไมส์เนอร์เซ็นสัญญากับ บริษัท แผ่นเสียงแอสไซลัมเรคคอร์ดหลังจากนั้นไม่นานจึงตั้งชื่อวงว่าดิอีเกิลส์ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 บินไปอังกฤษและใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการบันทึกเสียงผลงานชุดอินทรีโดยกลีนจอห์นส์ทำหน้าที่ควบคุมการผลิต มีเพลงดังอย่าง "Take It Easy" เป็นต้นดิ พ.ศ. 2515 จนกระทั่งถึงต้นปี พ.ศ. 2516 และบินไปอังกฤษอีกครั้งพร้อมกับกลีนจอห์นส์เพื่อบันทึกเสียงผลงานชุดที่ 2 Desperado และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2516 มีเพลงดังอย่าง "Tequila Sunrise" และ 3 กับผู้ควบคุมงานดนตรีกลีนจอห์นส์ 2 เพลงเท่านั้นคือ "คุณไม่เคยร้องไห้เหมือนคนรัก" และ "ดีที่สุดของฉัน พ.ศ. 2517 โจวอล์ชได้จ้างโปรดิวเซอร์บิลซิมซิคมาทำงานดนตรีที่เหลือทั้งหมดในผลงานชุดที่ชายแดนโดยบิลได้นำดอนเฟลเดอร์ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเบอร์นีย์ลีดอน ผลงานชุดที่ Boarder วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2517 อีเกิลส์ "ไปแล้ว" พุ่งเข้าสู่ท็อป 20 ดิอีเกิ้ลส์และมีเพลงดังอันดับ 1 ในอเมริกาอย่าง "ที่ดีที่สุดของความรักของฉัน" ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ออกผลงานชุดที่ 4 ชุดหนึ่งในคืนเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยสามารถคว้ารางวัล แผ่นเสียงทองคำในเดือนเดียว พร้อมกับ 3 1 ใน 5 ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงที่พุ่งสู่อันดับหนึ่งอย่าง "หนึ่งในคืนนี้", "Lyin 'Eyes" และ "เอาไปขีด จำกัด " โดยเพลง "Lyin' Eyes" ได้รับรางวัลแกรมมีประจำปี 2518 สาขาการร้องเพลงป็อปยอดเยี่ยมโดยนักร้องกลุ่มหรือประสานเสียง ผลงานชุดยอดเยี่ยมแห่งปีส่วนซิงเกิ้ลเพลง "Lyin 'Eyes" ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง ลีดอนลาออกจากวงและต่อมาได้รับโจวอล์ชเข้าร่วงวง และออกผลงานรวมฮิตชุดอีเกิ้ลส์: แดร์เกรทเทสท์ฮิตส์ 1971-1975 ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 โดยคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวจากยอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านแผ่นผลงานชุดที่ 5 โรงแรมแคลิฟอร์เนียออก วางขายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2520 10 ล้านแผ่นมีเพลงดัง "เด็กใหม่ในเมือง" และ "Hotel California" ขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกานอกจากนี้เพลง "Hotel California" ในการประกาศรางวัลแกรมมี่ประจำปี พ.ศ. 2520 ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 เมื่อจบทัวร์ในเดือนกันยายนแรนดี้ไมส์เนอร์ตัดสินใจลาออกจากวงโดยมีสมาชิกใหม่เข้ามาแทนที่นั่นคือทิโมธี่บีชมิทดิอีเกิลส์เริ่มต้นทำผลงานชุดใหม่โดยใช้เวลานาน เกือบหนึ่งปีครึ่งระยะยาวออกจำหน่ายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2522 ส่วนความโศกเศร้าในคืนนี้ไต่ขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในอเมริกาส่วนเพลง "ฉันไม่สามารถบอกคุณได้ว่าทำไม" สูงสุดที่อันดับ 8 และ "ระยะยาว" เข้าสู่อันดับ 8 บนอันดับของชาร์ทซิงเกิ้ลเช่นกันนอกจากนี้เพลง " ความโศกเศร้าในคืนนี้ "ได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ด ในปี พ.ศ. พ.ศ. 2523 และบันทึกผลงานชุดการแสดงสดอินทรีมีชีวิตอยู่และยังได้ออกผลงาน แอล.พี. คู่ (Double LP) ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2523 และติดอันดับเพลงยอดนิยม 1 ใน 5 ดิ พ.ศ. 2525 สมาชิกทั้ง 5 ต่างแยกย้ายมีผลงานเดี่ยวของตนเองจนกระทั่งได้กลับมารวมวงใหม่โดยบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตพิเศษของเอ็มทีวีในฤดูร้อนปี พ.ศ. 2537 หลังจากนั้นทางวงออกผลงานชุดต่ายสายธารซึ่งขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ทและมียอดจำหน่ายได้หลายล้านแผ่นซึ่งมีเพลงใหม่อย่าง "ได้รับมากกว่านั้น" ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 40 ของชาร์ทเพลงป็อบและเพลง "ความรักจะ ให้เรามีชีวิตอยู่ " ดิ พ.ศ. 2541 โดยได้รับการบันทึกในทำเนียบร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ลีดอนและไมส์เนอร์และต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 สเตเปิลส์เซ็นเตอร์ในลอสแอนเจลิสโดยมีการบันทึกเสียงและรวบรวมไว้ในผลงานชุดรวมฮิตที่เลือกทำงาน 1972 - 1999 วางขายเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ในปี พ.ศ. 2550 กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มถนนยาวออกจากสวนอีเดนที่วางขายในร้านวอล - มาร์ตและแซมคลับซึ่ง ณ แต่ก่อนที่จะประกาศอันดับเพียง 24 ชั่วโมงบิลบอร์ดได้ออกมาประกาศกฎใหม่ทำให้อัลบั้มถนนยาวออกจากสวนอีเดนขึ้นอันดับ 1 ไปได้ทำให้อัลบั้มทรอนิกของบริทนีย์ 2





























การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
ดิอีเกิลส์ ( ( อังกฤษ : นกอินทรี ) เป็นวงอเมริกันร็อกเริ่มก่อตั้งวงในลอสแอนเจลิสแคลิฟอร์เนียในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 สมาชิกในปัจจุบันคือเกลนน์เฟรย์ดอนเฮนลีย์ , , ชมิททิโมธีบีและโจวอล์ช



ประวัติเฟรย์และเฮนลีย์ได้รับการว่าจ้างเป็นวงดนตรีแบ็คอัพของลินดารอนสตัดท์ในฤดูใบไม้ผลิพ . ศ .โฆษณาส่วนไมส์เนอร์และลีดันร่วมเป็นนักดนตรีแบ็คอัพในการทัวร์คอนเสิร์ตฤดูร้อนของลินดารอนสตัดท์เช่นกันโดยทั้ง 4 เปิดแสดงโชว์เล็กจะร่วมกันครั้งนึงที่ดิสนีย์แลนด์

เมื่อเดือนกันยายนพ . ศ . โฆษณาทั้งเฟรย์เกลนน์ ,ดอนเฮนลีย์เบอร์นี่ลีดอน , และแรนดีไมส์เนอร์เซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียงแอสไซลัมเรคคอร์ดหลังจากนั้นไม่นานจึงตั้งชื่อวงว่าดิอีเกิลส์ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พ . ศ .2515 บินไปอังกฤษและใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการบันทึกเสียงผลงานชุดนกอินทรีโดยกลีนจอห์นส์ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตและวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันมีเพลงดังอย่าง " ใช้ง่าย " เป็นต้น

ดิอีเกิลส์ออกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตตลอดปีพ . ศ . 2515 จนกระทั่งถึงต้นปีพ . ศ .2516 และบินไปอังกฤษอีกครั้งพร้อมกับกลีนจอห์นส์เพื่อบันทึกเสียงผลงานชุดที่ 2 อาชญากรที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพวกนอกกฎหมายและวางจำหน่ายในปีพ . ศ . 2516 มีเพลงดังอย่าง " Tequila Sunrise " และ " อาชญากร "

หลังจากนั้นพวกเขามารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อผลิตผลงานชุดที่ 3 กับผู้ควบคุมงานดนตรีกลีนจอห์นส์ได้เกิดความขัดแย้งกันด้านแนวความคิดพวกเขาแยกกันทำงานภายหลังจากอัดเสียงไปได้เพียง 2 เพลงเท่านั้นความ " คุณไม่ร้องไห้เหมือน
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: