สำหรับพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดอุบลฯ ได้แก่ “ ยางนา ” หรือ “ ต้นยาง ” นับว่าเป็นพระมหากรุณาฯ เพราะต้นยางนาอยู่คู่เมืองอุบลฯ มาหลายร้อยปี มีความเกี่ยวพันกับการดำรงชีวิตของคนอุบลฯ อย่างล้ำลึก ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนทุกวันนี้ก็ยังมีต้นยางดาษดื่นทั่วไปตามท้องไร่ท้องนา วัดวาอารามตามริมถนนหาทาง ส่วนที่ยังเป็น “ ป่ายาง ” ให้ลูกหลานได้เห็นก็มีที่ “ ดงฟ้าห่วน ” ตำบลขามใหญ่ ใกล้เมืองอุบลเพียงประมาณ 10 ก.ม. เท่านั้น ต้นยางใหญ่ อายุหลายร้อยปีที่โดดเด่นเห็นชัดที่สุดอยู่ที่ถนนศรีณรงค์ ตรงที่เป็นตลาดตอนเย็น คือ “ กกยางหลุบ ” ที่เรียกเช่นนี้ เพราะพื้นที่ตรงนั้น เมื่อ 50 ปีก่อน “ หลุบเป็นโสก ” เหมือนทางลงแม่น้ำมูล ต้นยางใหญ่ใตกลางเมืองขนาดเดียวกับ “ กกยางหลุบ ” ยังมีอีก 2 แห่ง คือ ที่เรือนจำเก่า (สนง.เทศบาลฯ ปัจจุบัน) และที่ ร.ร.วัดหนองยาง (อุบลวิทยาคม) แต่ต้นยางใหญ่ทั้ง 2 แห่งนี้โค่นไปนานแล้ว โดยเหตุที่อุบลราชธานีมีต้นยางทุกท้องที่ทั่วทั้งจังหวัด การตั้งชื่อตำบล หมู่บ้าน จึงมีคำว่า “ ยาง ” อยู่ด้วยตามลักษณะของพื้นที่แต่ละแห่ง เช่น หนองยาง ห้วยยาง วังยาง แก้งยาง โนนยาง ดงยาง ยางขี้นก ยางกะเดา ยางน้อย ยางเทิง ยางลุ่ม เป็นต้น
ต้นยางหรือกกยาง สร้างความเป็นอยู่ให้ชาวบานได้ไม่ว่าจะเป็น ไม้ยาง ใยยาง น้ำมันยาง เห็ดจากต้นยาง ส่วนต่างๆ ของต้นยาง ยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิด ชีวิตของชาวอุบลยุคก่อน ต้องพึ่งพาอาศัย “ ยางนา ” ตลอดมา นับว่ายางนามีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล
ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ได้บันทึกไว้ว่า ยางนา เป็นพืชวงศ์ใหญ่ของโลก กล่าวได้ว่า เป็นพรรณไม้เอกลักษณ์ของทวีปเอเชีย เพราะมีมากที่สุดในทวีปนี้ ลำต้นสูงเด่นกว่าไม่อื่นๆ จึงมีสมญานามว่า “ ราชาแห่งไพรพฤกษ์ ” ( King of the Forest of Asia) แต่ปัจจุบันนี้พันธุ์ไม้ยางได้ลดจำนวนลงไปมาก จากการตัดโค่นเพื่อใช้สอย เพื่อการค้า หรือเพื่อการขยายตัวของสังคมเมือง และพื้นที่การเกษตรกรรม