มีหลายครั้งที่เราติดกับดักของคำว่า แพ้ ได้ยินทีไรก็เริ่มสั่นคลอนกำลังใจ หากใครคนนั้นมีกำลังใจดีอยู่ก็อาจมีผลกระทบไม่มาก
แต่สำหรับคนที่กำลังใจเหลือน้อย จะรู้สึกเหนื่อยล้าจิตใจ เราจึงพบว่า คนที่แพ้แล้วเสียใจมากก็เพราะแรงใจเริ่มน้อยลง แต่คนที่เศร้าเสียใจน้อยก็เพราะกำลังใจยังมีมาก
ลองสังเกตคนที่ทำงาน ช่วงเช้าอาจทำงานได้เยอะ เพราะร่างกายยังสดชื่นแจ่มใส แรงยังเหลือมาก ทำอะไรก็คล่อง แคล่ว แต่พอตกเย็นการทำงานก็เริ่มได้น้อยลงเมื่อเทียบกับตอนเช้า ก็เพราะเรี่ยวแรงเริ่มเหลือน้อย ทำอะไรก็จะเหนื่อยมากขึ้น
การเหนื่อยล้ากับชีวิต จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้อะไรบ่อยๆ แต่อยู่ที่ขาดกำลังใจต่างหาก
ทำให้รู้ว่าผู้ที่ผ่านเกมชีวิตในโลกแห่งการทำงานมาอย่างโชกโชน จะไม่มองว่าการพ่ายแพ้เป็นการทำลายกำลังใจ แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เราหาข้อผิดพลาด และเพียรพยายามใหม่อีกครั้ง
พร้อมกับคำพูดกระแทกใจตัวเองอีกทีว่า ครั้งนี้เราพยายามทำได้ดีแล้ว แต่ยังไม่มากพอ
แม้แต่ในเกมกีฬา ยังเป็นการตัดสินกันเพื่อหาความแตกต่างระหว่างคนที่พยา ยามมากกว่ากับผู้ที่พยายามยังไม่มากพอเท่านั้นเอง
ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ร่วมการตัดสิน ธรรมะไมค์ทอง ซึ่งเป็นการประกวดพูดธรรมะที่โรงแรมไดอาน่าการ์เด้นรีสอร์ท พัทยา ในรอบชิงแชมป์ ผู้เข้าประกวดทำได้ดีและผิดพลาดพอๆ กัน แต่ก็ต้องตัดสินให้เหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว ซึ่งผู้เขียนนึกถึงเรื่องพระ 4 รูปที่วางกติกากันว่า ในช่วงหนึ่งเดือนต่อแต่นี้ไปจะไม่ พูดกัน
แต่พอตกค่ำก็ได้ยินเสียงดังจึงพูดขึ้น มืดอย่างนี้ทำไมพวกท่านไม่เปิดไฟ พระอีกรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้จึงพูดขึ้น ท่านแย่จัง ไหนว่าเราตกลงจะไม่พูดกัน นี่แค่ไม่กี่ชั่วโมงท่านก็เผลอตัวเสียแล้ว
ฝ่ายรูปที่สามก็พูดต่อ ท่านเองก็เหมือนกันเผลอพูดออกมาได้ยังไง ฝ่ายรูปที่สี่ก็ยิ้มขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจแล้วพูดดังกว่าใคร พวกท่านไม่ไหวเลยสักคน มีแต่ผมคนเดียวที่ไม่เผลอสติพูดเลย
ที่ผู้เขียนคิดเรื่องนี้ก็เพราะว่า หากจะตัดสินแพ้-ชนะกันตามกติกา ผลที่ได้จึงไม่ได้หมายถึงมีใครแพ้หรือชนะใครเลย แต่เป็นการแพ้หรือชนะใจตัวเราเองต่างหาก
วันนั้นจึงมีเด็กที่แพ้เดินมาบอกกับผู้เขียนว่า ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยผมอยู่ข้างพระอาจารย์ ผู้เขียนจึงถามกลับว่า แล้วหมายถึงอะไร?
เด็กบอกด้วยรอยยิ้ม แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารไงครับ
นี่เองใบหน้าของผู้ชนะตัวเองที่แท้จริง